"อนุชา" ชูนโยบายดัน ขสมก. ซบ กทม. ตั้งเป้าลดขยะฝังกลบเป็นศูนย์
วันที่ 26 พ.ค.69 ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดแถลงนโยบายการเตรียมความพร้อมลงเลือกตั้งภายใต้สโลแกน "กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more" มุ่งเน้นการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ "สะดวก สะอาด สบาย" โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวเกิดจากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนหลากกลุ่มและการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ซึ่งพรรคมีความพร้อมส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทุกเขตเพื่อดูแลปัญหาตามลักษณะกายภาพที่แตกต่างกันของกรุงเทพฯ ทั้งพื้นที่ชั้นในและชั้นนอก โดยชูนโยบาย 5 ด้านสำคัญที่มีน้ำหนักเท่าเทียมกัน ประกอบด้วย การเดินทางสะดวก, เมืองที่สะอาด, ความสบายทั้งกายและใจ, การเพิ่มรายได้และเศรษฐกิจ และความโปร่งใสในการบริหารงาน
“สิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับแรกและต้องทำให้เร็วที่สุด คือการเสนอรัฐบาลให้นำองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพหรือ ขสมก. มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. อย่างแท้จริง เพื่อให้เราสามารถใช้เทคโนโลยี AI มาบริหารจัดการเส้นทางและติดตามรถแบบเรียลไทม์ ซึ่งรถคันเดียวจะสามารถหมุนเวียนไปเส้นทางอื่นที่มีความต้องการสูงได้ทันทีโดยไม่ต้องยึดติดกับเส้นทางเดิมตลอดวัน พร้อมติดตั้งป้ายอัจฉริยะแจ้งเวลาที่รถจะมาถึง ณ จุดรอรถ นอกจากนี้ กทม. จะกำหนดแผนการเลิกใช้รถเมล์ดีเซลและเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้าหรือ EV ทั้งหมดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน รวมถึงการฟื้นฟูโครงการเรือไฟฟ้าในคลองต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางจากซอยลึกมาสู่ระบบขนส่งหลัก โดยตั้งเป้าให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้ในระยะไม่เกิน 200 เมตรจากที่พักเพื่อให้เกิดความสะดวกในการเดินทางอย่างเป็นระบบ” นายอนุชากล่าว
สำหรับการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สะอาด นายอนุชาประกาศว่า กทม. จะเข้าไปควบคุมดูแลไซต์งานก่อสร้างคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยแบบ 100% เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นละอองและเสียงรบกวน โดยไม่ต้องรอการประสานงานกับหน่วยงานอื่น พร้อมทั้งมีแผนเพิ่มศูนย์กำจัดขยะให้มากกว่า 3 แห่งเดิมที่หนองแขม อ่อนนุช และสายไหม โดยจะขยายไปยังโซนเหนือและตะวันออกเพื่อลดระยะเวลาการขนส่งและปัญหาเรื่องกลิ่น โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานทดแทน (Renewable Energy) และตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะให้เป็นศูนย์ หรือ Zero Landfill ในอนาคต พร้อมมาตรการบำบัดน้ำเสียที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคนในชุมชนรอบข้าง
ในส่วนของความสบายจะเน้นการเตรียมพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุโดยจัดงบประมาณสร้างบ้านพักผู้สูงอายุเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาคิวรอคอยที่ยาวนานเป็นปี รวมถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพฟันของผู้สูงอายุที่จะได้รับลำดับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการรักษา ณ ศูนย์บริการสาธารณสุข ซึ่งจะมีการทำข้อตกลง (MOU) ร่วมกับคลินิกเอกชนในพื้นที่เพื่อขยายขีดความสามารถการดูแลให้เข้าถึงชุมชนมากขึ้น โดยมีแพทย์จากโรงพยาบาลในสังกัด กทม. หมุนเวียนไปให้บริการอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดการนำที่ดินรกร้างของทั้งรัฐและเอกชนมาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ อาทิ Art Space, สวนกีฬา, Co-working space หรือ AI Hub ในพื้นที่คลองเตย เพื่อสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่และดึงดูดชาวต่างชาติ โดยจะมีมาตรการจูงใจด้านภาษีให้แก่เจ้าของที่ดินที่ส่งมอบพื้นที่ให้ กทม. บริหารจัดการแทนการปลูกพืชเพื่อเลี่ยงภาษี
ในด้านเศรษฐกิจจะเน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะในเขตชั้นนอกอย่างหนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง ที่ยังคงมีวิถีการเกษตรและต้องการการสนับสนุนเฉพาะด้าน ขณะที่พื้นที่ชั้นในจะมีการควบคุมมาตรฐานป้ายโฆษณากัญชาให้เป็นไปเพื่อทางการแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเยาวชน
ปิดท้ายด้วยนโยบายความโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ" ที่เปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและสัญญาต่างๆ รวมถึงการประสานงานตรวจสอบธุรกิจนอมินีต่างชาติในกรุงเทพฯ เพื่อปกป้องธุรกิจของคนไทย โดยนายอนุชายืนยันว่า กทม. ในยุคของพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบแต่จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหาและสร้างก้าวกระโดดใหม่ๆ ให้แก่คนกรุงเทพมหานคร








