ทหารประชาธิปไตย
ตอนที่ 2: สงครามหลายระดับและบทบาทของพันธมิตร
จากช่องแคบฮอร์มุซถึงวอลล์สตรีท: ใครได้ประโยชน์จาก "สันติภาพ" นี้?
พันธมิตรที่ถูกบีบ ไม่ใช่โน้มน้าว
ก่อนวันที่ 16 มีนาคม 2569 อังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่นต่างพร้อมใจกันปฏิเสธคำขอของทรัมป์ที่ต้องการให้เข้าร่วมปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนีถึงกับกล่าวอย่างตรงๆ ว่า "นี่ไม่ใช่สงครามของเรา" Macron แห่งฝรั่งเศสเป็นฝ่ายคัดค้านหนักที่สุดในกลุ่ม G7
แต่แล้วภายในเวลาไม่กี่วัน ก็เกิด U-turn พร้อมกัน อังกฤษพลิกเป็นผู้นำล็อบบี้เบื้องหลัง NATO เข้าร่วม กดดัน Macron ให้เปลี่ยนใจ และญี่ปุ่น "เข้าร่วมในนาทีสุดท้าย" หลังจากนายกรัฐมนตรี Takaichi เข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในวันเดียวกันนั้นเอง
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสงคราม แต่คือแรงกดดันทางเศรษฐกิจ รายงานระบุว่า Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กดดันโตเกียวโดยตรงด้วยประโยคที่ว่า "ญี่ปุ่นน่าจะอยากปกป้องแหล่งพลังงานของตัวเอง" ซึ่งไม่ใช่การโน้มน้าวทางค่านิยม แต่เป็นการบีบด้วยคมมีดทางเศรษฐกิจ ที่ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาสหรัฐ ในขณะที่ญี่ปุ่นพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียถึงร้อยละ 95
การแตกแถวที่อิหร่านอ่านออก
อิหร่านไม่ได้นิ่งเฉยต่อพลวัตนี้ แทนที่จะยอมรับหรือปฏิเสธกรอบการเจรจาของสหรัฐฯ โดยรวม อิหร่านเลือกยุทธวิธีที่แยบยลกว่า คือเปิดการเจรจาทวิภาคีโดยตรงกับแต่ละชาติพันธมิตรแยกกัน โดยเสนอให้เรือบางส่วนผ่านช่องแคบได้ แลกกับค่าผ่านทางและคำมั่นว่าจะใช้หยวนในธุรกรรมน้ำมัน
ยุทธวิธีนี้ฉลาดมากในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ เพราะมันทำให้พันธมิตรสหรัฐฯ แตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ละชาติคำนวณผลประโยชน์ของตัวเองแยกจากกัน และแถลงการณ์ "ร่วม" ที่ออกมาก็ว่างเปล่าในทางปฏิบัติอย่างน่าทึ่ง เยอรมนีระบุชัดว่าต้องรอจนกว่าจะหยุดยิงก่อน และต้องมีอาณัติระหว่างประเทศ ซึ่งแปลว่าไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรเลยในความเป็นจริง
โครงสร้างที่แท้จริงของสถานการณ์
เมื่อนำเส้นเวลาทั้งหมดมาประกอบกัน ภาพที่ปรากฏไม่ใช่กระบวนการทูตที่กำลังดำเนินไป แต่คือสงครามหลายระดับที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน
ในระดับการทหาร สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงโจมตีต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักจริง มีการส่งนาวิกโยธิน 2,500 นายซึ่งมีความเชี่ยวชาญพิเศษในการขึ้นบกทางน้ำเข้าสู่ภูมิภาคและยังมีการเติมกำลังเติมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง มีการเก็งกันว่าอาจใช้เพื่อยึดเกาะ Kharg ซึ่งเป็นจุดขนถ่ายน้ำมันหลักของอิหร่านที่ยังไม่ถูกทำลายเพื่อใช้บีบอิหร่านให้มาเจรจาที่เกือบเรียกว่ายอมจำนน คำถามคือหากยึดได้จริงจะเกิดการสูญแค่ไหนที่ประชาชนอเมริกันจะรับได้ และจะรักษาเกาะได้นานแค่ไหน กับปัญหาการสู้รบที่ไม่ทำให้น้ำมันดิบ30ล้านบาเรลในถังเก็บถูกทำลายไหลลงอ่าวเปอร์เซียอันจะเป็นหายนะของภูมิภาคและของโลก
ส่วนในระดับการเมืองพันธมิตร สหรัฐฯ บีบยุโรปและญี่ปุ่นด้วยพลังงาน ไม่ใช่ค่านิยมร่วม เป้าหมายคือสร้าง "ความชอบธรรมพหุภาคี" ให้กับสิ่งที่สหรัฐฯ กำลังทำอยู่ฝ่ายเดียว ในระดับการเงิน การประกาศ "เจรจา–หยุดยิง" ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเครื่องมือ script ตลาด สร้างความผันผวนที่คนในวงในสามารถทำกำไรได้
บทสรุป: เมื่อการทูตกลายเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "การเจรจาภายใต้การโจมตี" มักล้มเหลว เพราะฝ่ายที่ถูกโจมตีมีปัญหาด้านศักดิ์ศรีในการยอมรับข้อตกลงที่ดูเหมือนยอมจำนน ขณะที่ฝ่ายโจมตีก็ยากจะถอยโดยไม่ดูเหมือนแพ้
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้ดูเหมือนจะยืนยันรูปแบบนี้อีกครั้ง กระบวนการ "เจรจา" ไม่ได้วิ่งขนานกับสงคราม แต่กลายเป็นเครื่องมือในการทำสงครามนั้นเอง ทั้งในแง่การสร้างพันธมิตร การซื้อเวลาในการเติมพลังให้ตัวเองและอิสราเอล การจัดการตลาด และการกดดันอิหร่านให้ยอม
คำถามที่เหลืออยู่สำหรับผู้สังเกตการณ์อิสระคือ ในโลกที่การประกาศ "หยุดยิง" สามารถทำกำไรได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่นาที และในโลกที่คำว่า "การเจรจา" สามารถหมายความว่าทั้งสันติภาพและสงคราม ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูดและเพื่อจุดประสงค์ใด — เราจะหาเส้นแบ่งระหว่างการทูตกับการหลอกลวงได้จากที่ไหน?
คำตอบอาจไม่ใช่ในคำประกาศ แต่อยู่ในการเคลื่อนไหวของกองกำลังทหาร การไหลเวียนของเงินทุน และเสียงเงียบของผู้ที่รู้ข่าวก่อนใคร
#สงครามฮอร์มุซ #ภูมิรัฐศาสตร์ #ตะวันออกกลาง #วิเคราะห์การเมืองโลก #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #พลังงานโลก #เศรษฐกิจโลก #สงครามหลายระดับ #การทูต #ตลาดการเงิน #siamrathonline







