ขณะความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางดำเนินไป คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (FFM) ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำลายชีวิตพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจำนวนมาก
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 10 เมษายน 2026 ระบุว่าการโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้สร้างความสูญเสียมหาศาล ทั้งนี้ หากยืนยันได้ว่าการโจมตีดังกล่าว เป็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจหรือการโจมตีที่ไม่ได้สัดส่วน อาจถือเป็น "อาชญากรรมสงคราม" ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ขณะที่ความพยายามทางการทูตกำลังมุ่งเป้าไปที่การเจรจาครั้งสำคัญที่กำลังดำเนินไปเพื่อเปลี่ยนผ่านจากหยุดยิงชั่วคราวไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
สูญเสียทางมนุษยธรรมและโครงสร้างพื้นฐาน
รายงานจากคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านพุ่งสูงเกินกว่า 3,000 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอย่างน้อย 216 ราย ผู้หญิง 251 ราย และเจ้าหน้าที่กู้ชีพของสภาวงเดือนแดงอิหร่านอีก 3 ราย
นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเด็ก 1,881 ราย และผู้หญิง 4,610 ราย นอกจากผู้เสียชีวิต ยังมีความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สถานพยาบาลและหน่วยฉุกเฉินถูกทำลายอย่างน้อย 315 แห่ง โรงเรียน 760 แห่ง และมหาวิทยาลัย 29 แห่ง
สถานที่สำคัญอย่างสถาบันปาสเตอร์ในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเก่าแก่ และโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง "โทฟิก ดารู" (Tofigh Daru) ต่างถูกโจมตีในช่วงปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยืนยันว่าการโจมตีได้ส่งผลกระทบต่อวัสดุติดตั้งทางนิวเคลียร์ในเมืองคอนดับ (Khondab), ยาซด์ (Yazd) และบูเชอร์ (Bushehr) ซึ่งจุดหลังนี้ถูกโจมตีเป็นครั้งที่ 4 แล้ว สร้างความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเสี่ยงจากรังสีและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
วาทกรรมอันตรายและละเมิดสิทธิมนุษยชน
สหประชาชาติได้ประณามวาทกรรมจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูหมิ่นพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การขู่จะบอมบ์อิหร่านให้ "กลับไปสู่ยุคหิน" หรือการประกาศจะทำลายอารยธรรมทั้งหมดของอิหร่าน ซึ่งคำพูดที่มุ่งสร้างความหวาดกลัวในหมู่พลเรือนนี้ ถือเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมายมนุษยธรรม
ขณะเดียวกัน ภายในอิหร่านเองก็เผชิญกับวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่ซ้อนทับอยู่ โดยมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเกือบทั่วประเทศ และการปราบปรามภาคประชาสังคมที่รุนแรง รายงานระบุว่ามีการประหารชีวิตชาย 14 รายในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม นอกจากนี้ยังมีการจับกุมนักเคลื่อนไหวและทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เช่น นาสริน โซทูเดห์ รวมถึงสมาชิกชุมชนบาไฮ ท่ามกลางการจับกุมระลอกใหม่ที่เริ่มขึ้นพร้อมกับการโจมตีจากภายนอกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
วิกฤตภูมิภาคและการเจรจาสันติภาพ
ผลกระทบของสงครามครั้งนี้แผ่ขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค โดยในเลบานอนกลายเป็นเขตสู้รบเต็มรูปแบบ ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 1 ล้านคน และระบบสาธารณสุขกำลังล่มสลายหลังจากเหตุโจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่ในฉนวนกาซา การศึกษาในระดับอุดมศึกษาถูกทำลาย โดย 95% ของวิทยาเขตมหาวิทยาลัยได้รับความเสียหาย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 373 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ท่ามกลางวิกฤตนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดตัว ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญ อย่างไรก็ตาม แสงสว่างปลายอุโมงค์ปรากฏขึ้นเมื่อมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 7 เมษายน และอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิหร่านใช้โอกาสในการเจรจาที่เกิดขึ้นในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อหาทางออกที่สันติและยั่งยืนตามกฎบัตรสหประชาชาติ
กระบวนการสันติภาพโปร่งใสครอบคลุม
สถานการณ์ในอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนี้มาถึงจุดที่ต้องการความรับผิดชอบและการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเน้นย้ำว่า การยุติการสู้รบต้องกลายเป็นข้อตกลงที่ถาวร และต้องมีกระบวนการสันติภาพที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์กลาง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสืบสวนที่เป็นอิสระและโปร่งใสต่อข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกรณีการโจมตีโรงเรียนประถม Shajareh Tayyebeh ในจังหวัดฮอร์โมซกัน ที่ทำให้ครูและนักเรียนเสียชีวิตถึง 168 ราย เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้สูญเสียและป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ความรุนแรงซ้ำรอยเดิมในอนาคต







