การเดินทางของ “พรรคประชาชน” กำลังก้าวเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครั้ง จากจุดเริ่มต้นในชื่อ “พรรคอนาคตใหม่” ที่คว้าเก้าอี้ สส. 81 ที่นั่ง สู่ “พรรคก้าวไกล” ที่สร้างปรากฏการณ์กวาดเก้าอี้ สส. 151 ที่นั่ง
ความสำเร็จในอดีตล้วนมาจากจุดขายเรื่องอุดมการณ์ที่ชัดเจน แต่สถานการณ์ปัจจุบันของ "พรรคประชาชน" กลับเต็มไปด้วยวิกฤต ทั้งจากความผิดพลาดทางการเมืองและข้อกฎหมาย ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เข้าสู่พรรคส้มรุ่นที่ 4
1. ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ความนิยมของพรรคถดถอยอย่างหนัก เกิดขึ้นเมื่อพรรคประชาชนพยายามผ่าทางตันทางการเมืองด้วยการทำข้อตกลง (MOA) สนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี
การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับจุดยืนดั้งเดิมของพรรคอย่างสิ้นเชิง ทำให้ฐานเสียงของพรรครับไม่ได้และหมดความเชื่อมั่นศรัทธา
ผลลัพธ์สะท้อนให้เห็นชัดเจนในการเลือกตั้งปี 2569 เมื่อพรรคประชาชนได้ สส. ลดลงเหลือเพียง 120 คน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับแข็งแกร่งขึ้นจนกวาดเก้าอี้ สส. ไปถึง 191 ที่นั่ง
2. ระเบิดเวลาทางกฎหมายสู่การยุบพรรครอบที่ 3
นอกจากวิกฤตศรัทธา พรรคยังเผชิญความเสี่ยงจากสองคดีหลัก หนึ่งคือคดี 44 สส. เข้าชื่อเสนอแก้มาตรา 112 ซึ่งมีชื่อ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน และแกนนำสำคัญอีกจำนวนหนึ่งรวมอยู่ด้วย หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและสั่งให้พวกเขาหยุดปฏิบัติหน้าที่ พรรคประชาชนก็จะขาดผู้นำทันที
สองคือคดีการตรวจสอบบริษัท Spectre C ที่ กกต. รับคำร้องสอบยุบพรรคแล้ว คดีเหล่านี้คือปัจจัยที่อาจทำให้พรรคถูกเซ็ตซีโร่ และต้องส่งไม้ต่อให้แกนนำชุดใหม่
3. "วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร" แคนดิเดตผู้นำคนใหม่
หากสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องตั้งพรรคใหม่ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ปัจจัยสำคัญคือเขาไม่มีชื่ออยู่ในกลุ่ม 44 สส. จึงไม่เสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคประชาชน หากพรรคถูกยุบ เมื่อตั้งพรรคใหม่เขาก็สามารถทำหน้าที่ “หัวหน้าพรรค” นำทัพต่อไปได้ทันที
นอกจากนี้ ภูมิหลังระดับปริญญาเอกและประสบการณ์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ยังเป็นจุดแข็งที่พรรคสามารถนำมาใช้สร้างนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อต่อสู้กับนโยบายประชานิยมของพรรคคู่แข่งได้เป็นอย่างดี
4. ภารกิจทวงคืนศรัทธามวลชน
โจทย์ที่ท้าทายที่สุดของผู้นำพรรคส้มรุ่นที่ 4 ไม่ใช่แค่การแข่งขันกับพรรคขั้วตรงข้าม แต่คือการกอบกู้ความเชื่อมั่นจากมวลชนที่ผิดหวังจากการตัดสินใจของพรรคประชาชน
ผู้นำคนใหม่ต้องถอดบทเรียนจากอดีตอย่างเร่งด่วน และพิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคสามารถรักษาสมดุลระหว่างความเป็นจริงทางการเมือง และอุดมการณ์ที่มวลชนคาดหวังได้ และจะไม่ยอมสูญเสียจุดยืนทางการเมืองไปอีกครั้ง
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#พรรคส้ม #พรรคประชาชน #การเมืองไทย #ยุบพรรค #หัวหน้าพรรค #เลือกตั้ง #วิเคราะห์การเมือง #ข่าวการเมือง #ศรัทธาการเมือง







