ประชาสัมพันธ์

“คณะศึกษาการเมืองนคร” ชี้ ส.ก.ต้องเร่งปรับบทบาท จี้ดันกฎหมายพัฒนาเมือง

แชร์ข่าว

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.69 ที่อาคาร Sport Complex ชั้น 4 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ร่วมกับคณะศึกษาการเมืองนคร จัดการเสวนาวิชาการหัวข้อ “ทำไม ส.ก. ถึงสำคัญต่อการพัฒนาเมือง” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ พร้อมปลุกพลังการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดย ศาสตราจารย์(พิเศษ)ดร. ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ให้เกียรติเป็นประธานและกล่าวเปิดงาน สำหรับเวทีเสวนาได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.วิชิต สุรดินทร์กูร หัวหน้าคณะศึกษาการเมืองนคร ดร.ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย เลขานุการคณะศึกษาฯ และ ดร.ณัฐวรินธร บวรภัควุฒิสิริ โฆษกคณะศึกษาฯ ร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของ ส.ก.ในการพัฒนาเมือง โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

เสวนาในครั้งนี้ เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนากรุงเทพมหานครที่มีงบประมาณเกือบ 1 แสนล้านบาท (คิดเป็นอันดับ 10 เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายหน่วยงานรัฐบาลระดับกระทรวง) มีหน้าที่ต้องดูแลบริการสาธารณะที่หลากหลายเพื่อรองรับประชากรตามทะเบียนและประชากรแฝงกว่า 10 ล้านคน อนาคตต้องมีการลงทุนอีกมากมาย เช่น เทคโนโลยีภายใต้แนวคิด smart city การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตัวอย่างโครงการกล้องวงจรปิดและไฟสัญญาณจราจรอัจฉริยะ (Adaptive Signal Control) หรือโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยบทบาทของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เปรียบเสมือนผู้ถือกุญแจตู้เซฟงบประมาณของกรุงเทพมหานคร โครงการต่างๆ จำเป็นต้องขอมติอนุมัติและออกกฎหมายข้อบัญญัติ เช่น การก่อสร้างโรงพยาบาล การก่อสร้างโรงเรียน หรือการปรับปรุงซ่อมแซมถนน ผู้ว่าฯ และคณะผู้บริหารไม่สามารถใช้เงินงบประมาณได้หาก ส.ก.ไม่อนุมัติผ่านกลไกสภา หรือไม่มีกฎหมายรองรับ รวมถึงภารกิจต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงตามบริบทของเมืองที่ต้องการการผลักดันแก้ไขกฎหมาย - รศ.ดร.วิชิต หัวหน้าคณะศึกษาฯ กล่าว

ผลการดำเนินงานของสมาชิกสภากทม.หรือ ส.ก.จากข้อมูลที่เผยแพร่สาธารณะ คณะศึกษาฯ พบว่า “ส.ก.มีภาระงานมากกว่า 60% ที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะเส้นเลือดฝอยหรือการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเชิงพื้นที่ โดยทับซ้อนกับการดำเนินงานของหน่วยงาน กทม. อย่างสำนักงานเขตหรือหน่วยงานส่วนกลาง และระบบ Traffy Fondue ที่รับแจ้งเรื่องร้องเรียนกว่า 1.2 ล้านเรื่อง ยิ่งไปกว่านั้นหากตัดเกรดผลงาน 4 ปีเป็นสมุดพก พบว่าเกือบ 40% ของสมาชิกสภากทม. ที่ขาดผลงานการเสนอวาระญัตติ กระทู้อภิปราย หรือเสนอข้อบัญญัติ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของอำนาจหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ ดร.ธันย์ธรณ์เทพ กล่าวเสริมว่า

ที่ผ่านมา สภากรุงเทพมหานคร ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลหรือผลการดำเนินการของสมาชิกแต่ละคน ทั้งๆ ที่สภาใหญ่ระดับประเทศมีการขยับหรือปรับตัวเป็นอย่างมากในเรื่องความโปร่งใส (transparency) ตามหลักธรรมาภิบาล สภากทม. เปรียบเสมือน “กล่องดำ” หรือ “black box” ที่ประชาชนคนทั่วไปไม่สามารถทราบผลการทำงานเรื่องพื้นฐานอย่างการขาด ลา มาสาย ไปจนถึง จำนวนการอภิปราย การยื่นญัตติ หรือเปิดเผยผลการโหวตลงมติที่เป็นผลประโยชน์หรือความเดือดร้อนของประชาชนคนกรุงเทพฯ นอกเหนือจากการถ่ายทอดสดการประชุมสภาวันพุธ แต่การทำงานจริงผ่านกลไกคณะกรรมการสามัญ 13 คณะและคณะกรรมการศึกษาวิสามัญกลับไม่มีข้อมูลที่มีรายละเอียดบันทึกการประชุมที่ครบถ้วน หรือถูกเผยแพร่เป็นปัจจุบันหาก กรุงเทพมหานคร จะเดินหน้าสู่การเป็นมหานครแห่งเอเชีย ตามวิสัยทัศน์ หรือเป็นเมืองน่าอยู่ระดับโลก ควรต้องปรับตัวให้มีสมาชิกสภากทม. ที่มีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ

1.ต้องเป็นนักยุทธศาสตร์เมือง ร่วมวางแผนกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง ได้อย่างมีวิสัยทัศน์

2.ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น เชี่ยวชาญด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง ด้านวิศวกรรมที่สามารถดูแลโครงสร้างพื้นฐาน หรือด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยกำกับดูแลเรื่องฝุ่นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

และ 3.สภาต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้เพื่อให้ยึดโยงกับประชาชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วม ดร.ณัฐวรินธร กล่าว

ทั้งนี้ การจัดงานได้รับความสนใจจากผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความตื่นตัวของสังคมต่อบทบาทของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในฐานะ “หัวใจสำคัญ” ของการพัฒนาเมืองในทุกมิติ.

ข่าวแนะนำ