ย้อนไปเมื่อ 46 ปีที่แล้ว “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยแรงกดดันสำคัญนั่นก็คือ “วิกฤตน้ำมัน” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และนำไปสู่จุดจบของ “รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์” ดังต่อไปนี้
1. วิกฤตน้ำมันโลก ที่บดขยี้เศรษฐกิจไทย
วิกฤตน้ำมันโลกในครั้งนั้น เกิดจากคลื่นพายุทางเศรษฐกิจหลังการปฏิวัติในประเทศอิหร่านในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งทำให้การผลิตและส่งออกน้ำมันสะดุดลง ประกอบกับกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้ใช้โอกาสนี้ปรับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งมีโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาอุตสาหกรรมและการนำเข้าพลังงาน ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจนผลักดันให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ
2. ภาพลวงตาของการควบคุมราคา สู่ความพังทลายของกลไกตลาด
บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดประการหนึ่งคือความพยายามของรัฐบาลในการใช้อำนาจแทรกแซงกลไกตลาดโลก โดยรัฐบาลเลือกที่จะควบคุมราคาน้ำมันขายปลีกอย่างเข้มงวด ทำให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันต้องแบกรับภาวะขาดทุนอย่างหนักจนต้องลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันลง 8-10 %
การกระทำดังกล่าวนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งกระทบต่อภาคการขนส่ง อุตสาหกรรม และการประมง ส่งผลโรงงานหลายแห่งขาดแคลนพลังงาน จนต้องลดการผลิตหรือปิดกิจการ นำไปสู่ปัญหาคนว่างงานจำนวนมาก
อีกทั้งความตื่นตระหนกทำให้เกิด "ตลาดมืด" ที่นำน้ำมันมาลักลอบจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าราคาควบคุมหลายเท่าตัว ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของรัฐบาล
3. "โรคร้อยเอ็ด" โรคแทรกซ้อน ก่อให้วิกฤตศรัทธาทางการเมือง
นอกจาก “วิกฤตน้ำมัน” ที่นำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น “พล.อ.เกรียงศักดิ์” ยังประสบกับปัญหาความชอบธรรม ที่สร้างรอยด่างพร้อยทางการเมือง
โดยในช่วงเวลาดังกล่าว “รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์” มีสถานะเป็น "รัฐบาลผสมเสียงข้างน้อย" ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเลือกที่จะพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 225 คน ที่ตนเองมีอำนาจแต่งตั้ง แทนการเจรจาประนีประนอมกับพรรคการเมืองใหญ่
ความชอบธรรมทางจริยธรรมของผู้นำ ถูกบ่อนทำลายอย่างหนักจากการลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดร้อยเอ็ด การเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดข้อครหาว่า มีการใช้เงินซื้อเสียงอย่างโจ่งครึ่ม จนสื่อมวลชนขนานนามการทุจริตนี้ว่า "โรคร้อยเอ็ด"
ซึ่งความอื้อฉาวนี้ทำลายเกราะป้องกันทางจริยธรรมของนายกรัฐมนตรี ทำให้รัฐบาลปราศจากความน่าเชื่อถือเมื่อต้องขอความร่วมมือจากประชาชนในยามวิกฤต
4. ฟางเส้นสุดท้ายและ "รัฐประหารเงียบ"
เมื่อรัฐบาลแบกรับภาระการอุดหนุนราคาไม่ไหว จึงต้องประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ที่ปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 40-60 %
การปรับราคาครั้งใหญ่นี้ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งทะยานในชั่วข้ามคืน กระตุ้นให้นิสิตนักศึกษา สหภาพแรงงาน และประชาชน รวมตัวกันประท้วง
เมื่อประชาชนหมดศรัทธา ตัวแปรสำคัญในกองทัพอย่าง "กลุ่มยังเติร์ก" (จปร. 7) ซึ่งเคยเป็นฐานอำนาจหลักให้ “พล.อ.เกรียงศักดิ์” ได้ตัดสินใจพลิกบทบาทมาเป็นผู้สร้างแรงกดดันให้นายกฯ ก้าวลงจากอำนาจ เพื่อรักษาความมั่นคงของสถาบันทหาร
โดยกลุ่มยังเติร์กหันไปสนับสนุน “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ผู้บัญชาการทหารบก ให้เป็นผู้นำประเทศแทน ซึ่งสื่อมวลชนเปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็นการทำ "รัฐประหารเงียบ"
5. พล.อ.เกรียงศักดิ์ ลาออกกลางสภา
ท่ามกลางสภาวการณ์ที่ตกเป็นรองในทุกมิติ ทั้งเสียงในสภาผู้แทนราษฎร การต่อต้านนอกสภา และถูกกองทัพทอดทิ้ง ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.เกรียงศักดิ์” ก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ กลางสภาผู้แทนราษฎร
การตัดสินใจนี้ได้รับการยกย่องในระดับหนึ่งว่า เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางจริยธรรมการเมือง เพราะเลือกที่จะประนีประนอมและปฏิเสธการทำรัฐประหารตัวเองเพื่อรักษาอำนาจ จึงช่วยยับยั้งการนองเลือดในสังคมได้
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น มอบบทเรียนอมตะที่ว่า การใช้อำนาจทางการเมืองฝืนความเป็นจริงของกลไกตลาด ย่อมไม่อาจต้านทานแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ และเมื่อใดที่ปัญหาราคาน้ำมัน ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตปากท้อง เมื่อนั้นเสถียรภาพของรัฐบาล ก็ไม่อาจทนทานต่อแรงโกรธแค้นและภาวะสิ้นศรัทธาของประชาชนได้
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม







