บทความ บทวิเคราะห์

พิษน้ำมัน ฆ่า “หนู” ไม่ตาย!? เบื้องหลังความหวานอมขมกลืน ของขั้วอนุรักษนิยมที่เลือกมาเอง

แชร์ข่าว

"รวยไม่ไหวแล้วโว้ย!" วลีประชดแดกดันกระหึ่มโซเชียล เมื่อน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท แต่โพลกลับชี้ "อนุทิน" คะแนนพุ่งพรวด 29.40% ไล่จี้ "เท้ง ณัฐพงษ์" หายใจรดต้นคอ หรือนี่คือวิชาการเมืองที่พิสูจน์ว่า "พิษน้ำมันก็ฆ่าหนูไม่ตาย" ในโลกความเป็นจริงที่เสถียรภาพกินขาดวาทกรรมออนไลน์!?

ในขณะที่วลี “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” เป็นไวรัลสนั่นโซเชียล!! สะท้อนอารมณ์ประชดประชันแดกดัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางบรรยากาศที่ข่าวน้ำมันขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท และแนวโน้มสินค้าราคาแพง แต่กลับสวนทางกับผลโพลที่ออกมา

นี่คือวิชาการเมืองที่แปลกประหลาดที่สุด กับการที่คะแนนนิยมของนายกฯ อนุทิน พุ่งพรวดจาก 22% มาอยู่ที่ 29.40% ไล่จี้ติดอันดับหนึ่งอย่าง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนชนิดหายใจรดต้นคอนั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล ได้วิเคราะห์ไว้กับไทยพีบีเอสว่า นี่คือสภาวะ "ออร่า" ของตำแหน่งผู้นำที่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มันคือบทพิสูจน์ที่เจ็บปวดว่า "พิษน้ำมันก็ฆ่าหนูไม่ตาย" แม้แรงกระแทกจะมหาศาล ท่ามกลางกระแสโซเชียลที่ก่นด่าเรื่องวิกฤตน้ำมันแพงและปั๊มน้ำมันที่รอการขนส่ง

ผอ.นิด้าโพลชี้ให้เห็นว่า คะแนนที่พุ่งขึ้นถึง 7% นี้สะท้อนว่าโลกความจริงกับโลกออนไลน์แยกขาดจากกัน ประชาชนในระดับรากหญ้าและกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านวัยทำงานไม่ได้ตัดสินคะแนนจากวาทกรรมในทวิตเตอร์หรือความสะใจในคอมเมนต์ที่ถาโถมเข้ามาเพียงชั่วข้ามคืน แต่พวกเขามองหา "เสถียรภาพ" และความสามารถในการคุมเกมให้อยู่ในมือให้ได้ ในขณะที่พรรคประชาชนยังคงวนเวียนอยู่กับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเชิงตรวจสอบ แต่กลับไม่สามารถแปลงความโกรธแค้นของประชาชนให้กลายเป็นคะแนนนิยมได้ คะแนนที่ทรงตัวของพรรคประชาชนจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าฐานเสียงเริ่มอิ่มตัว

ในทางกลับกัน แม้การขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 8 บาท จะถูกมองว่าเป็นการถอนทุนคืน แต่สำหรับชาวบ้านที่ต้องใช้รถทำมาหากิน การได้เห็นผู้นำกล้าตัดสินใจในวิกฤต และการมีน้ำมันให้เติมแม้ราคาจะสูงขึ้น ก็ยังดีกว่าการต้องรอคอยอย่างไร้ความหวัง กลไกของพรรคภูมิใจไทยที่ฝังรากอยู่ทั่วประเทศทำงานได้แม่นยำกว่าการรณรงค์ การที่คะแนนของเพื่อไทยไหลไปรวมอยู่ที่ภูมิใจไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด แต่มันคือการย้ายข้างจากความหวังเดิมที่อ่อนแรงไปสู่กลไกอำนาจใหม่ที่ชัดเจนกว่า

ออร่าของตำแหน่งนายกฯ กำลังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นดีอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะมีเสียงประชดประชันจากคนรอบข้างว่า "ก็เลือกมาเองกับมือ" ก็ตามที เสียงสะท้อนนี้แสบสันต์เพราะหลายคนยอมรับว่าเลือกมาด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสกัดกั้นขั้วอำนาจอื่นจนยอมมองข้ามแผลเก่าและประวัติการทำงานในอดีต ความเข้มข้นของสถานการณ์นี้ลามไปถึงกลุ่มอนุรักษนิยมหรือที่เรียกกันว่า "สลิ่ม" ซึ่งวันนี้ถึงขั้นยอมทิ้งหลักการออกมาบ่นอุบเรื่องราคาน้ำมันและการกักตุนสินค้า แต่ก็น่าแปลกที่เสียงบ่นเหล่านั้นกลับไม่สามารถสั่นคลอนความนิยมของอนุทินได้

อาจเป็นเพราะในสายตาของกลุ่มคนเหล่านี้ "หนู" ยังเป็นตัวเลือกที่ไว้ใจได้ที่สุด ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองต้องการคนกล้าชนและกล้าตัดสินใจมากกว่านักทฤษฎี นี่คือบทเรียนราคาแพงที่พรรคประชาชนต้องเร่งตีโจทย์ทางการเมืองให้แตก เพราะหากยังยึดติดอยู่กับสูตรสำเร็จเดิมๆ ในขณะที่คู่แข่งเล่นเกมอำนาจรัฐ

เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส. นครศรีธรรมราช ออกมาตั้งคำถามว่า การที่นิด้าโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในไตรมาส 1/2569 ยังมีประเด็นที่จะต้องสำรวจอีกว่า ความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาลอนุทิน ต่อการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน เรื่องน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ประชาชนรู้สึกอย่างไร และมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและตัวนายอนุทินหรือไม่ จึงอยากให้นิด้าโพลได้สำรวจเฉพาะเจาะจงในประเด็นนี้ ในการสำรวจสัปดาห์ต่อไป เพื่อจะได้วัดกระแสความรู้สึก หรือกระแสสังคมที่อยู่บนหน้าสื่อโซเชียลว่าสอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนตามที่ได้สำรวจหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนมือผู้นำโพลในไตรมาสถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ไม่ว่ากระแสโซเชียลจะแรงแค่ไหน ก็ไม่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของความจริงที่เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วคนไทยก็ยังเลือกคนที่ทำให้เขารู้สึกว่า "รอด" ได้ในวันนี้ มากกว่าคนที่วาดฝันถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงท่ามกลางวิกฤตปากท้องที่รุมเร้า คะแนนนิยมจึงวัดกันที่ความพึ่งพาได้ มิใช่เพียงวาทกรรมสวยหรู และหากชัยชนะรอบนี้ของอนุทินคือการประกาศว่า... "อำนาจในมือคือคำตอบที่เบ็ดเสร็จที่สุด"

#อนุทิน #น้ำมันแพง #รวยไม่ไหวแล้วโว้ย #นิด้าโพล #การเมืองไทย #พรรคภูมิใจไทย #เท้งณัฐพงษ์

ข่าวแนะนำ