ดร.สุพิศ ปราณีตพลกรัง
น้ำมันนั้น แม้จะไม่มีลักษณะเป็นสินค้าเหมือนกับสินค้าเกษตรกรรม แต่ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวและก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกด้านเมื่อเกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน เพราะอย่างน้อยก็เป็นปัจจัยสำคัญในการขนส่ง การเดินทาง การท่องเที่ยว การกระจายสินค้า ประกอบกับประเทศเราไม่มีแหล่งน้ำมันที่เพียงพอที่จะใช้ในประเทศ ทำให้เกิดสภาวะการพึ่งพิงกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งโดยปกติก็เป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองสูงอยู่แล้วดังในอดีตเราจะเห็นบทบาทของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่เรียกว่า กลุ่มโอเปก (OPEC – Organization of the Petroleum) หรือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ซึ่งมีการก่อตั้งตั้งแต่ปี 2503 ทำหน้าที่ประสานงานและร่วมกลุ่มเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันตลาดโลก กลุ่มนี้ได้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองโดยใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือ เมื่อต่อมามีผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางมาสมทบเข้าไปอีก จึงเกิดวิกฤตการน้ำมัน โดยเฉพาะคู่กรณีเป็นประเทศอิหร่านซึ่งควบคุมเส้นทางการเดินเรือขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันมีผลกระทบไปทั่วโลก
สำหรับประเทศไทยเราเป็นประเทศขนาดเล็ก มีน้ำมันสำรองที่จะใช้ได้ไม่ถึง 100 วัน จึงเกิดการตื่นตัวในเรื่องของการกังวลเรื่องวิกฤตน้ำมัน เกิดผลให้อยู่ในสภาพของการเข้าคิวเติมน้ำมันจำนวนมากและหลายปั้มก็น้ำมันหมด ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทางการจะต้องตระหนักดีอยู่แล้ว แต่ก็ปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้น เมื่อมีท่าทีขึงขังจะเข้ามาจัดการสืบเสาะไปถึงต้นตอของปัญหาว่า เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในช่วงทีมีน้ำมันสำรองไว้ใช้ ต้องการสืบหาไอ้โม่งซึ่งกักตุนน้ำมัน แต่ก็โชคร้ายเหลือเกินที่ตรวจสอบไปแล้วกลับพบว่า ประชาชนคือผู้กักตุนน้ำมันที่หายไปจากตลาด โดยมีแกลลอนเป็นเครื่องมือ ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ออกจากทางการจึงดูน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง แต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นความเห็นของประชาชนมักจะแตกต่างกับทางราชการ สิ่งที่ประชาชนรู้ รัฐบาลหรือทางราชการมักจะไม่ค่อยรู้ ทั้ง ๆ ที่เห็นข้อเท็จจริงอยู่ตำตา การตรวจคลังน้ำมันของบุคคลระดับรัฐมนตรีก็ดูจะเอิกเกริกและเป็นทางการเกินไปจนไม่อาจทำให้พบข้อเท็จจริงได้
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์การขาดแคลนน้ำมันหรือการปิดให้บริการของสถานีจำหน่ายน้ำมันโดยอ้างว่าน้ำมันหมดนั้น ก็ปรากฏว่าเมื่อมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน การจำหน่ายน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันต่าง ๆ ก็ปรากฏว่าเป็นไปโดยปกติ เลยเป็นเรื่องที่น่าค้นหาว่าสภาพของสถานการณ์ที่แท้จริงของปัญหาเป็นอย่างไรแน่
การรับมือกับวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมาจึงเป็นเสมือนบทซ้อมย่อยของปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งอาจจะรุนแรงมากขึ้นจากภาวะสงครามที่ยังไม่สิ้นสุด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเสมือนบททดสอบน้ำจิตน้ำใจของรัฐบาลในการที่จะเอาใจใส่ดูแลแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีและถูกต้องเท่าทันกับสถานการณ์ และความรุนแรงของปัญหา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประชาชนคงต้องให้คะแนนความไว้เนื้อเชื่อใจรัฐบาลเองว่าอยู่ในระดับใด และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นเรื่องที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจของบุคคลซึ่งประชาชนเพิ่งเลือกเข้าไปเป็น
ตัวแทนคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกระจายอยู่ทุกจังหวัด แต่ก็ไม่ปรากฏว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาร่วมรับรู้ สะท้อนปัญหาและพยายามแก้ไขปัญหาตามบทบาทอำนาจหน้าที่ของตนแต่อย่างใดกลายเป็นความเงียบงัน ไม่เหมือนกับตอนที่หาเสียงแต่อย่างใด ดังนั้น สภาพของประชาชนในการเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ จึงยังคงต้องพึ่งตนเองเป็นหลัก และพยายามหาทางรอดจากสภาพปัญหาอย่างทุลักทุเล เพราะไม่มีที่พึงอื่นใดที่จะพึ่งได้อย่างยั่งยืน ก็คงต้องร้องเพลงเหมือนในอดีตว่า “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ช่วยตัวเองกันไปก่อนนะพี่น้อง เหลือความภูมิใจเพียงบทเรียนในอดีตว่า น้ำมันแพง น้ำมันขึ้นราคาก็เคยเป็นเหตุล้มรัฐบาลมาแล้ว ขอให้ทุกท่านโชคดีในภาวะที่น้ำมันขึ้นราคา และคงจะขึ้นต่อไป
#น้ำมัน #วิกฤตพลังงาน #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจไทย #รัฐบาล #ความเชื่อมั่น #EnergyCrisis #การเมืองไทย #siamrathonline








