บทความ บทวิเคราะห์

จับตาปริศนา "ยูเรเนียม" อิหร่านหาย 400 กก. หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากถล่ม

แชร์ข่าว

โครงการพัฒนาทางนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกต่างจับจ้อง โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งหากย้อนรอยประวัติศาสตร์จะพบว่าโครงการนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชาห์ โดยได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาและเยอรมนีเนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในขณะนั้น

ทว่าหลังจากการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ประสบความสำเร็จ อายะตุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดในเวลานั้นได้สั่งระงับโครงการดังกล่าวเพราะมองว่าเป็นมรดกจากระบอบเก่า จนกระทั่งเกิดสงครามอิหร่าน-อิรัก และอิหร่านต้องเผชิญกับการใช้อาวุธเคมีจากฝ่ายของซัดดัม ฮุสเซน จึงนำไปสู่การพิจารณารื้อฟื้นโครงการนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง

แม้อิหร่านจะยืนยันมาตลอดว่าเป็นการพัฒนาเพื่อสันติและการผลิตพลังงานตามสิทธิที่ระบุในสนธิสัญญาปลอดอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้การกำกับดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) แต่ในทางปฏิบัตินั้น การผลิตพลังงานนิวเคลียร์ต้องการความบริสุทธิ์ของแร่ยูเรเนียมเพียง 3-5% เท่านั้น ซึ่งต่างจากการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ที่ต้องใช้ความบริสุทธิ์สูงถึง 90%

ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดจำกัดเมื่อมีรายงานระบุว่าอิหร่านสามารถเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมได้ถึงระดับ 60% ซึ่งสูงเกินความจำเป็นสำหรับพลังงานสะอาด และมีปริมาณสะสมมากถึง 400 กิโลกรัม นำไปสู่ปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนของปีที่ผ่านมา

โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ณ เมืองฟอร์โดและอิสฟาฮัน ตามด้วยการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit เข้าถล่มซ้ำในวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งในเวลานั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศความสำเร็จว่าสามารถทำลายภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สิ้นซาก

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 มิถุนายน ราฟาเอล กรอสซี ผู้นำ IAEA ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ย้อนแย้งว่า แม้โรงงานจะถูกทำลาย แต่ยูเรเนียมบริสุทธิ์ 60% จำนวน 400 กิโลกรัมนั้นกลับหายไปอย่างเป็นปริศนาและอาจมีการโยกย้ายออกไปก่อนการโจมตี

นี่จึงเป็นที่มาของการส่งสัญญาณจากทรัมป์ที่ต้องตามหายูเรเนียมก้อนดังกล่าว เพราะยูเรเนียมที่ระดับความบริสุทธิ์ 60% นั้นสามารถยกระดับไปสู่ 90% เพื่อทำหัวรบนิวเคลียร์ได้ไม่ยาก หรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถนำไปผลิตเป็น "Dirty Bomb" หรือระเบิดกัมมันตรังสีที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงได้

จนถึงปัจจุบันอิหร่านยังไม่สามารถให้คำอธิบายที่กระจ่างชัดได้ว่าเหตุใดจึงต้องเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมไปถึงระดับ 60% หากเป้าหมายคือเพื่อพลังงานสันติจริงตามที่กล่าวอ้าง

ขณะที่ในปี 2026 ปฏิบัติการ "เอปิกฟิวรี" ถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์ ที่มุ่งทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างเด็ดขาด

โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วยการพิจารณาส่งหน่วยรบพิเศษบุกศูนย์นิวเคลียร์ที่อิสฟาฮัน เพื่อบุกยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงกว่า 400 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่อาจถูกเก็บไว้ที่นั่น

ควบคู่กับการใช้ระเบิดแรงสูงโจมตีโครงสร้างยุทธศาสตร์ และการทำลายหรือยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงการขู่ตอบโต้รุนแรงหากอิหร่านพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม การบุกยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ และการทำลายหรือยึดเกาะคาร์ก ยังไม่มีการตัดสินใจจากทรัมป์ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและต้องใช้ทหารภาคพื้นดินจำนวนมาก

ขณะที่ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยแนวคิด "สงครามยืดเยื้อ" ผ่านยุทธวิธีอสมมาตร ทั้งการขู่โจมตีฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง การโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล และการใช้ปัจจัยพลังงานเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่าง อาลี ลารีจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยังส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่อผู้นำสหรัฐ ขณะที่กระทรวงต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ส่งผลให้ความตึงเครียดสงครามในตะวันออกกลางช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 ยังคงอยู่ในภาวะเสี่ยงปะทุและกดดันตลาดพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง