ภาพรวมความเคลื่อนไหวของ ภาวะสินค้าเกษตรไทย ในรอบสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงกลไกตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสองปัจจัยหลัก คือ แรงกดดันจากเสถียรภาพพลังงานโลก ที่เริ่มผ่อนคลายลง และการปรับฐานราคาภายในประเทศเพื่อความอยู่รอดของกลุ่มปศุสัตว์ โดยสถานการณ์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ ณ นครชิคาโก (CBOT) สัญญาข้าวโพดและถั่วเหลืองรอบส่งมอบเดือนกรกฎาคมต่างกอดคอร่วงลงอย่างหนัก โดยสัญญาข้าวโพดดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ปิดที่ 4.2450 ดอลลาร์ต่อบุชเชล
เช่นเดียวกับ สัญญาถั่วเหลือง ที่ปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน ปิดที่ 11.2950 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ปัจจัยลบหลักมาจากสภาพอากาศในสหรัฐอเมริกาที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกอย่างมาก ประกอบกับสัญญาณบวกทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความหวังในการขยายเวลาหยุดยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเส้นทางเดินเรือและผ่อนคลายแรงกดดันด้านอุปทานพลังงาน ส่งผลให้น้ำมันดิบโลกร่วงลงราวกว่า 2% ถึง 3% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อถั่วเหลืองในฐานะวัตถุดิบสำคัญของเชื้อเพลิงชีวภาพ ทว่าเมื่อหันกลับมามองราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ ต้นทุนการผลิต ของวัตถุดิบอาหารสัตว์เหล่านี้กลับยังคงยืนระยะทรงตัว โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ ยืนราคาที่หาบละ 792 บาท ขณะที่กากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าทรงตัวที่กิโลกรัมละ 16.40 บาท แต่ในอนาคตอันใกล้มีแนวโน้มว่าราคาข้าวโพดในประเทศอาจปรับตัวสูงขึ้น จากสัญญาณราคาซื้อขายจริงบางพื้นที่ที่ขยับนำร่องไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ตลาดวัตถุดิบโปรตีนสำคัญอย่าง ปลาป่น ก็กำลังเผชิญภาวะตึงตัวในเชิงอุปทานอย่างน่าจับตา หลังจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างเปรูประกาศขยายเวลาห้ามจับปลาออกไปจนถึงช่วงกลางเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าปริมาณผลผลิตในฤดูกาลนี้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดันให้ราคารับซื้อที่หน้าท่าเรือของจีนปรับตัวสูงขึ้นทันที สำหรับสถานการณ์ปลาป่นในไทยสัปดาห์นี้แม้ราคายังทรงตัว โดยปลาป่นเกรดกุ้งยืนราคาที่กิโลกรัมละ 61 บาท และปลาป่นเบอร์ 1 เกรดโปรตีนสูงกว่า 60% อยู่ที่ 55.70 บาท แต่จากวิกฤตซัพพลายในต่างประเทศทำให้คาดการณ์ว่าราคาปลาป่นในไทยน่าจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป ในส่วนของตลาดพืชเศรษฐกิจหลักอย่างข้าวนั้น ในสัปดาห์นี้ไม่มีการรายงานภาวะตลาดซื้อขายเนื่องจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยงดการประชุมประจำสัปดาห์
ทางด้านภาคปศุสัตว์ไทยถือเป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะ กลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากเผชิญวิกฤตราคาตกต่ำมานาน ล่าสุดสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติรายงานข้อมูลราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มมีการปรับฐานราคาเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคทันที 4 บาทต่อกิโลกรัม นำโดยภาคอีสานและภาคเหนือที่ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 64-66 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออกอยู่ที่ 60-64 บาท ภาคใต้ 64 บาท และภาคตะวันตกอยู่ที่ 58-60 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัมต่อตัว ขายกันอยู่ที่ 1,200 บาท การขยับราคาขึ้นครั้งนี้เกิดจากการซื้อขายจริงระหว่างสัปดาห์ที่ลดลงอย่างมาก โดยคาดว่าทิศทางราคาจะมีความชัดเจนและนิ่งขึ้นหลังจากผ่านพ้นช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณการบริโภคจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ทางรอดเกษตรกรไทย ในกลุ่มผู้เลี้ยงหมูยังคงต้องเผชิญโจทย์หินข้อใหญ่ นั่นคือปัญหาต้นทุนราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่พุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 13.20 บาท ซึ่งประเด็นนี้จะกลายเป็นหัวข้อหารือร่วมกันในสัปดาห์หน้าเพื่อหาทางออกร่วมกับภาครัฐ
ท้ายที่สุดสำหรับกลุ่มโปรตีนทางเลือกยอดนิยมอย่าง ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ในสัปดาห์นี้สถานการณ์ค่อนข้างนิ่งและเสถียร โดยราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มเกษตรกรจากการรายงานของกรมปศุสัตว์ ทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท ด้านลูกไก่เนื้ออยู่ที่ตัวละ 14.50 บาท และลูกไก่ไข่อยู่ที่ตัวละ 28.00 บาท ในขณะที่เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้ง 4 แห่ง ยังคงประสานเสียงยืนราคาแนะนำไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์ม ไว้ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งทั้งไก่เนื้อและไข่ไก่คาดว่าแนวโน้มราคาจะยังคงทรงตัวต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากปริมาณผลผลิตและคำสั่งซื้อในตลาดยังอยู่ในจุดที่สมดุล
สรุปภาพรวมภาวะสินค้าเกษตรสัปดาห์นี้ แม้ "ต้นทุนอาหารสัตว์โลก" จะมีแนวโน้มลดลง แต่เกษตรกรไทยยังคงต้องบริหารจัดการความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบในประเทศที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ควบคู่ไปกับการติดตามมาตรการพยุงราคาปศุสัตว์ให้อยู่ในจุดที่ทั้งผู้เลี้ยงและผู้บริโภคได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย








