ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“ความสุขแห่งชีวิต เป็นพลังอันบริสุทธิ์ที่เราทุกคนสมควรที่จะต้องแผ้วถางค้นหา..แม้จะด้วยหนทางหรือวิธีการที่ยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม!
...ครั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโมงยามที่ท้าทาย...การเข้าถึงความสุขก็ย่อมจะเป็นเสียยิ่งกว่าทฤษฎีอันสลับซับซ้อนใดๆ... ที่จะนำพาตัวตนให้บรรลุถึงเป้าหมายแห่งปรารถนาอันแท้จริง...!
แน่นอนว่า...เมื่อจิตดวงใดๆ ก็ตามได้รับการดูแลอย่างทะนุถนอม จิตดวงนั้นๆ ก็ย่อมจะ “เจิดจรัส” ขึ้นด้วย “แสงฉายแห่งความสุขที่เป็นสุข”..เป็นทาบเงาแห่งภาพแสดงที่ทั้งไหวเคลื่อน ดิ่งลึก และเอ่อท้นไปด้วยสำนึกแห่งจิตวิญญาณอันเที่ยงแท้มิแปรเปลี่ยน...!
“..ไม่มีใครอยากสติแตก เวลาชีวิตไม่เป็นดั่งใจ...และประเด็นนี้แหละที่เป็นความสุขของ “ความเจิดจรัส” มันเป็นแง่มุมอันละเอียดอ่อนของสุขภาวะ..ที่เราเข้าถึงได้เสมอ..โดยเฉพาะในเวลาที่โลกไม่น่าอภิรมย์..!!”
บทเริ่มต้นนี้..คือแรงบันดาลใจที่เสริมส่งความคิดอันงดงามหยั่งลึกจากหนังสือ “สุขจรัสแสง” : คู่มือดูแลจิต (Radically Happy: A user's guide to the mind)...งานเขียนสร้างสรรค์ของ “พักชก ริมโปเช” (Phakchok Rinpoche) อาจารย์ผู้สอนสมาธิชาวทิเบตที่เขียนร่วมกับ “เอริก โซโลมอน” (Erric Solomon)..นักปฏิบัติธรรมและนักธุรกิจจาก “ซิลิคอนวัลเลย์”
ด้วยมุมมองแห่งการผสานและบรรจบกันระหว่างคำสอนทางวิทยาศาสตร์กับคำสอนทางจิตวิญญาณ..ด้วยการนำเสนอเทคนิคทางปฏิบัติในการฝึกสติ นำเสนอแบบฝึกหัดสู่การภาวนาที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน..!
นั่นคือที่มาแห่งความสุขที่สามารถเข้าถึงได้จริงและลึกซึ้งยิ่ง..ไม่ว่าชีวิตจักต้องเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายใดๆ ก็ตาม..
“ไม่มียุคสมัยใดที่จำเป็นต่อการฝึกปฏิบัติเท่าทุกวันนี้ นับแต่วันที่คนเริ่มฝึกจิตด้วยวิธีอันเก่าแก่ โลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี และเทคโนโลยี ดูจะเร่งรุดขึ้นในทุกโมงยาม..
และกระแสอันเชี่ยวกรากนี้ก็เรียกร้องให้เราปรับตัวเข้าหาสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา..จนเราหัวหมุน..! เหตุนี้..จึงไม่น่าแปลกใจว่าผู้คนนับล้านพากันแสวงหา “สันติเบื้องใน” ผ่านการปฏิบัติภาวนา..
โดยการบริหารจิตนั้นมีมากมายหลายรูปแบบ บางแบบให้ผลดีเลิศ บางแบบให้ผลไม่ดีนัก แต่ไม่ว่าจะฝึกภาวนาหรือไม่ เราต่างต้องการคู่มือง่ายๆ เพื่อสามารถใช้งานได้จริง..สำหรับจิตใจ..
...และ..มันอยู่ในมือคุณแล้ว...!!! มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า..“ความสุขอันเจิดจรัส” ไม่ใช่ทฤษฎี หากเป็นสิ่งที่เราทดสอบแล้วด้วยตัวเอง โดยครอบครัว มิตรสหาย และผู้คนนับพันที่เข้าร่วมปฏิบัติการเชิงทดลอง ปลีกวิเวก และการสัมมนา...เช่นเดียวกับนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่ดีที่ทำการทดสอบระบบเบต้าอย่างเข้มข้น “ทำเรื่องผิดพลาดแล้วแก้ไข” สิ่งนี้จะช่วยทำให้เราค้นพบวิธีที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้และอยู่เหนือจิต..เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ และสนุก..
“ความสุขเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้..มันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนจิตใจให้คุ้นเคยกับความสุขที่แท้จริง..ซึ่งซ่อนอยู่ภายในตัวเราทุกคน..!”
...ในภาคแรกของหนังสือเล่มนี้ นำเสนอวิถีเปลี่ยนผ่านสัมพันธภาพที่มีต่อตนเอง ด้วยวิธีเปลี่ยนการรับมือความคิดและอารมณ์ เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะให้มากขึ้น...
เราเรียกสิ่งนี้ว่า..“สุขพื้นฐาน”...ความสุขพื้นฐาน..คือการเปลี่ยนแปลงชนิดที่ถอนรากถอนโคน..“เพราะเราจะไล่งับก้อนหินเหมือนหมาน้อยลง” ซึ่งก็คือการวิ่งตามความคิดและอารมณ์ตามความเคยชิน วนเวียนซ้ำซากแม้ไม่อยากทำ..เรื่องนี้สามารถเรียนรู้ได้โดยใช้เวลาสักเล็กน้อยในปัจจุบัน ฝึกที่จะรู้ตัวกับปัจจุบัน..เราเรียกสิ่งนี้ว่า “การภาวนา” แต่เราไม่ควรสลัดความรู้ตัวทิ้งทันทีที่หมดช่วงภาวนา..
ฉะนั้น..“เราจะอธิบายถึงวิธีที่อยู่กับปัจจุบันในทุกเรื่อง..ที่ทำตลอดทั้งวัน!”
ประเด็นที่สอง..เป็นประเด็นที่ว่า...เราเกี่ยวกับเรื่องรอบตัวเช่นไร? สัมพันธ์โยงใยกับเรื่องรอบตัวอย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่แวดล้อมเราอยู่ ทั้งนี้ด้วยการค่อยๆ พินิจใคร่ครวญ เราจะค่อยๆ เริ่มความเข้าใจในการเชื่อมร้อยของประสบการณ์ที่เรามีร่วมกัน.. สิ่งนี้จะนำไปสู่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และเรียนรู้ที่จะปฏิบัติโดยใคร่ครวญ หรือแม้แต่กับคนที่กวนประสาทเราเหลือเกิน..
เมื่อการกระทำของเรากำกับด้วยการมองเห็นถึงความต้องการของผู้อื่น ผลลัพธ์ก็คือ -สุขโยงใย- ความพอใจเป็นพิเศษ.. เรื่องนี้อาจฟังกลับตาลปัตรดูสักหน่อย..! เพราะโดยปกติแล้วเรามักจะคิดว่า..สามารถดูแลตนเองและคนอื่นที่เรารักได้..
“ความต้องการของพวกเราต้องมาก่อนใคร แต่ความสุขโยงใยงอกงามจากการบ่มเพาะความเมตตาและการุณยกิจ..และการเรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญกับผู้อื่น..แทบจะเสมอกับตัวเอง...!
“เราคุ้นเคยกันดีกับกฎทองที่ว่า..“ปฏิบัติต่อเขาอย่างที่ต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา” หลายคนอาจได้ยินศาสตร์เกิดใหม่เกี่ยวกับการุณยจิต แต่กลับไม่มีใครบอกวิธีใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เราไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นทีละขั้น แต่จะแสดงว่ามันสามารถร้อยรัดไปกับชีวิตโดยไม่สะดุดเลยได้อย่างไร? และ..ด้วยวิธีนี้เราจะสามารถตัดสินใจและทดลองได้เองว่า..“ความสุขที่โยงใยทำงานอย่างไร?....
ในภาคที่สาม..ประเด็นที่สาม..เราจะตระหนักได้ว่า ความคิดแห่งความสุขในสองแบบเบื้องต้นนั้น..เสริมส่งกันและนำไปสู่ความเจิดจรัสได้อย่างไร? ว่ากันว่า..เมื่อเราพบความสุขขั้นพื้นฐานในปัจจุบัน เราจะไม่ “แส่ส่าย” ไล่ตามความคิดโดยไม่รู้ตัวอีกต่อไป..การบ่มเพาะการใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นอยู่เสมอเป็นรากฐานของความสุข มันจะโยงใยช่วยให้เราเห็นคุณค่า และจะเริ่มใช้ชีวิตสอดคล้องกับการพึ่งพาอาศัยกันตามธรรมชาติ ระหว่างตัวเรา โลกของเรา ตลอดจนชีวิตทั้งผองของโลกใบนี้..!
“เราต้องอาศัยพลังแห่งสติเพื่อระลึกรู้ จากการภาวนาเพื่อให้ความเมตตาและการุณยจิตมั่นคง เพื่อ..ที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในทุกสถานการณ์ แม้ในเวลาที่คนอื่นทำตัวเลวร้าย..เมื่อนึกถึงผู้อื่นเราจะลืมตัวเอง สิ่งนี้จะช่วยใหอาการ “ไล่งับความคิดเหมือนหมา” จนเป็นนิสัย รวมถึงอารมณ์ทั้งหลาย..เบาบางลง”
“สุขจรัสแสง”..จะช่วยให้เราเรียนรู้และเปลี่ยนทัศนะ (Perspective) โดยการแค่ปรับเปลี่ยนมุมมอง รวมทั้งทัศนคติที่มีต่อชีวิตเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้สามารถบังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ชนิดถอนรากถอนโคนภายในจิตใจของเราได้...
อีกทั้ง...ยังทำให้เราสามารถทำความเข้าใจกับกรอบความคิด ด้วยการแนะนำให้เราเท่าทันกับอคติ การเหมารวม การตัดสินผู้อื่น รวมทั้งการทำตามกระแสสังคมโดยไม่ไตร่ตรอง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการใช้ศักยภาพของการใช้ชีวิต..อย่างเต็มที่..!
“ไม่มียุคใดสมัยใดจำเป็นต่อการฝึกปฏิบัติเท่ากับในทุกวันนี้..นับแต่วันที่ผู้คนเริ่มฝึกจิตอันเก่าแก่ โลกก็ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี..ดูจะเร่งรุดในทุกโมงยาม และกระแสอันเชี่ยวกรากนี้ได้เร่งรุดให้เรา..ปรับตัวเข้าหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลาจนหัวหมุน..!”
นัยที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง..หนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็นการใคร่ครวญถึงว่า..การผ่อนพักจิตใจในระหว่างวันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาง (Drop) การอยู่กับปัจจุบัน (Be present) และการหยุด (Stop) เพื่อสังเกตลมหายใจของตนเอง จะทำให้..จิตใจได้มีโอกาสได้พักผ่อน..เป็นการก้าวข้ามการจมอยู่กับความคิด โดยจิตเรามักหลงใหลไปคิดปรุงแต่งแต่เรื่องราวต่างๆ เหตุนี้..เราจึงควรฝึกสังเกตความคิดโดยปล่อยให้มันลอยผ่านไปเหมือนใบไม้ร่วงในแม่น้ำ แล้วนำใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน..
“ความสุขของคนเรา..เริ่มจากความทุกข์” ในโมงยามที่ท้าทาย ในท้ายที่สุดจะทั้งสอนสั่งและตั้งคำถามที่สำคัญกับเราว่า..ความสุขเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ มันไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นทักษะการใช้งาน “จิต” ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ การมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และเรียบง่ายในแต่ละวัน จะนำไปสู่ความรู้สึกขอบคุณและเบิกบานใจ..
“จงสร้างความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การเปิดใจกว้างและช่วยเหลือผู้อื่นจักเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้จิตใจของเราปลอดโปร่งและมีความสุขที่ยั่งยืนได้..ตลอดไป!”
นี่คือหนังสือที่ร่วมกันสร้างสรรค์ด้วยจิตปัญญาอันลึกซึ้งของ “นักปฏิบัติการธรรมะแห่งซิลิคอนวัลเลย์” ที่จับมือกับริมโปเชหนุ่มชาวทิเบตผู้เปี่ยมปัญญา ..ผู้ฝึกตนในสายธรรมอันเก่าแก่ เพื่อเสนอทางสู่ความสุขอันเจิดจรัส โดยการผสานวิธีคิดแบบใหม่เก่าเข้าด้วยกันอย่างงดงาม..ด้วยสัมผัสที่ว่า..
“การเปลี่ยนทัศนะเพียงเล็กน้อย สามารถก่อการเปลี่ยนแปลงแต่ละชั่วขณะในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?” และ..การผสานวิธีคิดใหม่เก่าเข้าด้วยกัน เป็นส่วนผสมระหว่างปัญญาญาณโบราณ กับโลกแห่งเทคโนโลยี ณ ปัจจุบัน จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า..การภาวนา ความเมตตา และปัญญาญาณ สามารถเปลี่ยนชั่วขณะในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร?
...ทำไม..ความสุขอันเจิดจรัสในชีวิตจึงสำคัญและจำเป็น?
แท้จริงแล้ว..มันคือปริศนาแห่งการตามหาความสุขในใจตน เพื่อพึงสนองตอบในทุกความคิด คลายการเปรียบเทียบ และอยู่กับปัจจุบัน ด้วยการใคร่ครวญในธรรมชาติแห่งความเป็นจริงในการพึ่งพาอาศัย รวมทั้งการเอาใจใส่ชีวิต ด้วยการบ่มเพาะศักดิ์ศรี คลายการยึดติด กระทั่งสามารถระลึกรู้!
“สายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี” แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างลึกซึ้งและงดงามยิ่ง..โดยมี “พจนา จันทรสันติ” ทำหน้าที่บรรณาธิการ..
...มีพุทธิปัญญามากมายที่ “กอปรประกอบ” อยู่ในหนังสือเล่มนี้ เป็นสายทางใหม่แห่งการก้าวย่างระหว่างความทุกข์สู่การบรรลุผลถึงมรรคาแห่งความสุข การผสานความคิดที่ต่างสถานะระหว่างนักคิดกับนักบวชทั้งสองท่าน คือประจุความคิดแห่งคุณค่าของความแตกต่าง ภายใต้เวิ้งรู้ที่ทั้งเปิดกว้างและฝังลึก ..เป็นภาวะหลอมรวมของจิตวิญญาณในจิตวิญญาณอันโชนแสง และจรัสเรืองเหนือตัวตนแห่งตน..แม้เมื่อใด...!
“แทนที่จะเป็น “สุนัข” ที่คอยไล่กวดทุกก้อนหินที่ปาเข้าใส่..เราควรเลือกเป็น “ราชสีห์” ที่เพิกเฉยต่อก้อนหิน แต่มุ่งตรงไปยังผู้ที่ปา..!”








