ในการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความผกผันและคาดเดาได้ยาก มีคำกล่าวในหมู่นักสังเกตการณ์ว่า "ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่พรรคที่จะได้เป็นรัฐบาลแน่ๆ คือพรรคที่มีสุริยะและสมศักดิ์"
คำกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด หากเรากางหน้าประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย ชื่อของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” คือสัญลักษณ์ของ "นักการเมืองอาชีพ" ผู้มีเรดาร์อ่านทิศทางลมได้อย่างแม่นยำ
พวกเขาคือภาพสะท้อนของกลุ่มการเมืองที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ซ้ายหรือขวา แต่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดที่ว่า “อำนาจรัฐคือเครื่องมือเดียว ในการหล่อเลี้ยงลมหายใจทางการเมือง”
การเดินทางของพวกเขาจากกลุ่ม "สามมิตร" ในวันวาน สู่การเป็นกลุ่ม "เดอะซัน" ในวันนี้ จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
1. การเกิดขึ้นของ "กลุ่มสามมิตร"
ย้อนกลับไปช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ท่ามกลางบรรยากาศที่ คสช. กุมความได้เปรียบ “กลุ่มสามมิตร” ได้ก่อกำเนิดขึ้นจากการผนึกกำลังของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” , “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” (ต่อมาเป็นแกนนำกลุ่ม 4 กุมาร และมีปัญหากับกลุ่มสามมิตร) โดยมี “อนุชา นาคาศัย” เป็นมือทำงานคนสำคัญ
ในเวลานั้น สามมิตรทำหน้าที่เสมือนแม่เหล็กดึงดูดอดีต สส. บ้านใหญ่จากสารทิศ โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย ให้มารวมตัวกันใต้ชายคาพรรคพลังประชารัฐ เพื่อปูทางให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้เป็นนายกฯ ต่อไป
การเคลื่อนไหวครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขามองการเมืองเป็นเรื่องของ "สมการทางอำนาจ" เมื่อสมการชี้ว่า ขั้วทหารมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล การนำพลพรรคไปสวามิภักดิ์เพื่อแลกกับโควตารัฐมนตรี จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและการันตีผลลัพธ์
2. ศิลปะแห่งการกระจายความเสี่ยง
เมื่อ “รัฐบาลประยุทธ์” เดินทางมาถึงช่วงปลายเทอม พรรคพลังประชารัฐเริ่มเผชิญภาวะกระแสตกและรอยร้าวภายใน สัญชาตญาณทางการเมืองของกลุ่มสามมิตรก็เริ่มทำงานอีกครั้ง พวกเขาเลือกใช้ยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง
“อนุชา นาคาศัย” เลือกเดินตาม “พล.อ.ประยุทธ์” ไปยังพรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะที่ “สุริยะ” และ “สมศักดิ์”ตัดสินใจกลับ "บ้านเก่า" อย่างพรรคเพื่อไทย และเมื่อพรรคเพื่อไทยพลิกเกมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566ได้สำเร็จ ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงการอ่านเกมที่แม่นยำ (อนุชาย้ายกลับพรรคเพื่อไทย ช่วงปลายปี 2568 จนถึงปัจจุบัน)
3. ยุคสมัยของ "เดอะซัน" ในพรรคเพื่อไทย
เมื่อกลับมาผงาดในเพื่อไทย บริบทของกลุ่มก็เปลี่ยนไป คำว่า "สามมิตร" เลือนหายไปตามการแยกย้ายของบุคลากร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการรวมศูนย์อำนาจใหม่ภายใต้บารมีของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” จนถูกขนานนามว่า “กลุ่มเดอะซัน" โดยการเติบโตในพรรคเพื่อไทยมาจากองค์ประกอบที่ลงตัว ดังนี้
(1) คุมกระทรวงสำคัญในรัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร
การได้นั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นกระทรวงเกรด A+ หมายถึงการคุมงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ สส. ทุกคนต้องการนำไปต่อยอดในพื้นที่
(2) บทบาทกึ่งๆ ผู้จัดการพรรค ในการเลือกตั้งปี 2569
“สุริยะ” ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลทรัพยากรและการเลือกตั้ง ทำให้เขากลายเป็นที่พึ่งพิงของ สส. ในพรรค
(3) แรงดึงดูดบ้านใหญ่
สส. บ้านใหญ่หลายมุ้ง เลือกที่จะผนึกกำลังกับกลุ่มเดอะซัน ทำให้กลุ่มนี้มีอำนาจต่อรองภายในพรรคสูงลิ่ว
4. “เดอะซัน” กลุ่มการเมืองที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นรัฐบาล
ปรากฏการณ์จาก “สามมิตร” สู่ “เดอะซัน" กระตุ้นให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับโครงสร้างการเมืองไทยอย่างลึกซึ้งว่า ทำไมกลุ่มการเมืองที่ย้ายขั้วไปมา จึงยังคงได้รับการยอมรับจากแกนนำพรรคและได้รับเลือกตั้งจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง ?
คำตอบอาจซ่อนอยู่ในลักษณะ "รัฐรวมศูนย์" ของไทย ที่งบประมาณและอำนาจการพัฒนาทุกอย่างกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง
สำหรับนักการเมืองสายบ้านใหญ่และ สส. เขต การไม่ได้เป็นรัฐบาล หมายถึงการขาดแคลนทรัพยากรในการลงพื้นที่ไปดูแลชาวบ้าน ซึ่งนั่นหมายถึงจุดจบทางการเมืองในการเลือกตั้งรอบหน้า กลุ่มการเมืองอย่างเดอะซันจึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฝ่ายค้านคอยตรวจสอบรัฐบาล แต่ถูกสร้างมาเพื่อประนีประนอม เจรจา และหาหนทางเข้าไปเป็น "ผู้จัดสรรทรัพยากร"
กลุ่มเดอะซันจึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ในสมรภูมิการเมืองที่ผันผวน มิตรแท้หรือศัตรูถาวรไม่มีอยู่จริง การมุ่งหน้าสู่การเป็นรัฐบาล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วงชิงอำนาจ แต่เป็นยุทธศาสตร์เพื่อรักษาฐานที่มั่นทางการเมืองของกลุ่มให้แข็งแกร่ง และพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#สามมิตร #เดอะซัน #สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ #สมศักดิ์เทพสุทิน #พรรคเพื่อไทย #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #คอลัมน์การเมือง







