ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ/ ทหารประชาธิปไตย
บทนำ
ในช่วงต้นปี 2569 ภูมิทัศน์การเมืองตะวันออกกลางพลิกโฉมอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านซึ่งดำรงอยู่มากว่า 47 ปีกำลังเผชิญกับวิกฤตที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียผู้นำสูงสุด ความเสียหายทางทหารจากสงคราม 12 วัน และแรงกดดันจากประชาชนที่สะสมมาตลอดหลายทศวรรษ
แต่ยิ่งมองใกล้เข้าไป ภาพก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ สิ่งที่เห็นบนพื้นผิวมักไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในห้องปิดประตูตาย
บทวิเคราะห์ชุดนี้จะพาผู้อ่านเดินทางผ่านสี่มิติของวิกฤตอิหร่าน ตั้งแต่การต่อสู้ภายในระหว่างขั้วอำนาจ ไปจนถึงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับการสิ้นสุดของยุคคาเมเนอี และยุทธศาสตร์เกมซ้อนเกมที่ผู้เล่นทุกฝ่ายกำลังดำเนินอยู่
ฉากทัศน์ตอนที่ หนึ่ง สงครามในบ้านเดียวกัน
การต่อสู้ระหว่างสายอนุรักษ์กับสายปฏิรูป และวิกฤตการสืบทอดอำนาจ สองขั้วที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ตลอด 47 ปีของสาธารณรัฐอิสลาม การเมืองอิหร่านถูกกำหนดโดยความตึงเครียดระหว่างสองกลุ่มที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในวิสัยทัศน์ แต่ต่างต้องแย่งชิงอำนาจภายใต้หลังคาเดียวกัน
กลุ่มอนุรักษนิยม หรือที่เรียกกันว่า Principlists คือผู้พิทักษ์อุดมการณ์ดั้งเดิมของการปฏิวัติ 2522 พวกเขายึดมั่นในหลักการปกครองโดยนักบวช ต่อต้านการปรองดองกับตะวันตก และมองว่าการเปิดเสรีทางสังคมคือการทรยศต่อการปฏิวัติ กลุ่มนี้ครองสถาบันหลักของรัฐ ทั้งสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตุลาการ และที่สำคัญที่สุดคือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC
ฝั่งตรงข้ามคือกลุ่มปฏิรูปที่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงจากภายใน พวกเขาเปลี่ยนภาษาทางการเมืองจากถ้อยคำแห่งการปฏิวัติมาสู่แนวคิดสมัยใหม่อย่างประชาธิปไตย เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน ยุคทองของพวกเขาคือสมัยประธานาธิบดีคาตามี ระหว่างปี 2540-2548 ก่อนที่กลไกรัฐจะค่อยๆ กัดกร่อนความหวังนั้นลง
อาวุธของฝ่ายอนุรักษ์ คือสถาบัน ไม่ใช่การถกเถียง สิ่งที่น่าสนใจในการต่อสู้ทางการเมืองอิหร่านคือ ฝ่ายอนุรักษ์ไม่เคยต้องชนะในสนามแลกเปลี่ยนความคิด พวกเขาชนะด้วยการควบคุมประตูทางเข้า สภาผู้พิทักษ์ฯ มีอำนาจกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน ใครที่ดูเป็นภัยต่ออุดมการณ์จะถูกตัดสิทธิ์ก่อนที่เสียงของประชาชนจะได้ยินตุลาการถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้ประชาชนจะเลือกนักปฏิรูปมาเป็นประธานาธิบดี แต่กฎหมายที่ผ่านสภาก็ถูกศาลเพิกถอน โครงการที่รัฐบาลผลักดันก็ถูกสกัดกั้นด้วยข้อกฎหมาย นี่คือประชาธิปไตยที่มีเพดานติดตั้งไว้ล่วงหน้า
จุดแตกหักของความเชื่อมั่น
การปราบปรามขบวนการกรีนในปี 2552 หลังการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ทำให้ความเชื่อในเส้นทางปฏิรูปสั่นคลอนอย่างรุนแรง แต่จุดที่แตกหักอย่างสมบูรณ์คือคลื่นประท้วงปี 2562 และ 2565 ซึ่งในนั้นได้ยินเสียงร้องที่ตรงไปตรงมาว่า อนุรักษ์ ปฏิรูป เรื่องราวจบแล้วสำหรับพวกคุณทุกคน ในสายตาของคนหนุ่มสาวอิหร่านจำนวนมาก กลุ่มปฏิรูปกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะพวกเขาให้ความชอบธรรมแก่ระบอบโดยการเข้าร่วมเกม โดยไม่สามารถเปลี่ยนกติกาได้จริง
วิกฤตการสืบทอด: สุญญากาศที่ไม่มีรูปแบบ
การสิ้นสุดของยุคคาเมเนอีในต้นปี 2569 เปิดบาดแผลที่ซุกซ่อนมานานออกมาให้เห็น รัฐธรรมนูญอิหร่านมอบอำนาจการเลือกผู้นำสูงสุดให้แก่สภาผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นองค์กรนักบวช 88 คน แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ตึงเครียดเช่นนี้ กระบวนการนั้นกลับต้องดำเนินไปท่ามกลางความวุ่นวายและความไม่แน่นอน
สภาชั่วคราวสามคนที่ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วยประธานาธิบดีเพเซชคียอนสายกลาง หัวหน้าตุลาการสายแข็ง และนักบวชอาวุโส สะท้อนถึงความพยายามรักษาสมดุลอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ความเร็วในการจัดตั้งก็ตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านี้ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือไม่
ในบรรดาชื่อที่ถูกพูดถึงในฐานะผู้สืบทอด ฮาซัน โคมัยนี หลานชายผู้ก่อตั้งระบอบ คือตัวละครที่น่าสนใจที่สุด เขาได้รับความเคารพจากหลายฝ่าย แต่ความใกล้ชิดกับกลุ่มปฏิรูปทำให้เขาถูกกีดกันมาโดยตลอด ในขณะที่มีการพูดถึงโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอดีตท่านผู้นำสูงสุด ซึ่งเป็นความย้อนแย้งที่บอกเล่าถึงโครงสร้างอำนาจของอิหร่านได้ชัดเจนที่สุด
ฉากทัศน์ตอนที่ สอง ความตายที่เต็มไปด้วยคำถามสิ่งที่เรื่องราวทางการไม่อาจอธิบายได้ เมื่อภาพขัดแย้งกับฟิสิกส์
ในโลกของข้อมูลข่าวสาร วิกฤตคือช่วงเวลาที่ความจริงถูกบิดเบือนได้ง่ายที่สุด การสิ้นสุดของอิหม่ามคาเมเนอีพิสูจน์สัจธรรมข้อนี้อย่างชัดเจน เมื่อภาพที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดียซึ่งอ้างว่าเป็นร่างของผู้นำสูงสุดถูกตรวจสอบและพบว่าเป็นภาพปลอม บางภาพนำมาจากช่วงที่เขาเข้ารับการผ่าตัดในปี 2557 บางภาพสร้างด้วย AI ที่มีมือหกนิ้ว
แต่ท่ามกลางความโกลาหลของข้อมูลเท็จ มีคำถามที่ตั้งอยู่บนตรรกะธรรมดาสามัญซึ่งยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ นั่นคือถ้าอาคารพังยับเยิน ร่างกายทุกคนในนั้นต้องบอบช้ำอย่างรุนแรง แต่ทำไมจึงไม่มีภาพหรือรายชื่อของผู้ร่วมประชุมที่เสียชีวิตพร้อมกันปรากฏให้เห็น
ข้อขัดแย้งที่ใหญ่กว่า: นิสัยกับการกระทำ
ผู้ที่ศึกษาคาเมเนอีมาตลอด 34 ปีในอำนาจจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนประมาทเลินเล่อ ตลอดชีวิตทางการเมืองเขาเป็นคนระมัดระวังสูงมาก ไม่เคยปรากฏตัวโดยไม่มีการซักซ้อมความปลอดภัย แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีก็ต้องถูกปิดตาก่อนนำเข้าพบ
ในช่วงสงคราม 12 วัน เขาถูกย้ายไปบังเกอร์ใต้ดินทันทีที่การโจมตีเริ่มต้น และบังเกอร์นั้นลึกมากจนลิฟต์ใช้เวลากว่าห้านาทีในการลง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทำไมชายผู้ที่มีฝ่ายตรงข้ามประกาศชัดเจนว่าจะสังหารเขา จึงเลือกประชุมบนดิน ในที่พักปกติ กับบุคคลสำคัญที่สุดของประเทศพร้อมกัน
มีหลักการสำคัญในการวิเคราะห์ข่าวกรองว่า เมื่อพฤติกรรมของผู้นำขัดแย้งกับรูปแบบที่สะสมมาหลายสิบปีโดยไม่มีคำอธิบาย นั่นคือสัญญาณที่ต้องให้ความสนใจ
หลักฐานที่ถูกเก็บไว้ในห้องปิดประตู อิสราเอลและสหรัฐฯ อ้างว่ามีหลักฐานภาพยืนยันการสิ้นสุดของคาเมเนอี แต่เลือกที่จะไม่เผยแพร่สู่สาธารณะ ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การสังหารผู้นำระดับสูงล้วนมีการเผยแพร่หลักฐานเพื่อปิดเกมทางจิตวิทยา ซัดดัม กัดดาฟี บินลาเดน ล้วนมีภาพหรือวิดีโอที่ปล่อยออกมา
การไม่เผยแพร่มีคำอธิบายได้สองทาง คือเพื่อปกป้องแหล่งข่าวภายในที่ให้ตำแหน่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล หรือหลักฐานที่มีอยู่ไม่สนับสนุนเรื่องราวที่เล่า ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
สถานการณ์ที่เป็นไปได้
ในการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ เราต้องพิจารณาทุกสถานการณ์ที่อธิบายข้อเท็จจริงที่มีอยู่ได้ สถานการณ์แรกคือเขาเสียชีวิตจริงจากการโจมตี แต่หลักฐานถูกเก็บไว้เพื่อปกป้องแหล่งข่าว ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไม CIA ถึงรู้ตำแหน่งแบบ real-time สถานการณ์ที่สองคือ IRGC รู้การโจมตีล่วงหน้าและนำเขาออกก่อน จากนั้นใช้เหตุการณ์นี้สร้างเรื่องราว ชะฮีด เพื่อรวบอำนาจและเปิดทางให้ผู้นำชุดใหม่โดยไม่เกิดวิกฤตทางรัฐธรรมนูญ สถานการณ์ที่สามคือมีดีลลับระหว่างกลุ่มอำนาจภายในอิหร่านกับฝ่ายตะวันตก ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมการตอบโต้ทางทหารของอิหร่านจึงรวดเร็วและเป็นระบบแม้จะสูญเสียผู้นำทางทหารระดับสูงพร้อมกัน
สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจคือ เรื่องราวทางการมีรูรั่วเชิงตรรกะหลายจุด และในการเมืองระดับนี้ รูรั่วไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ
ฉากทัศน์ตอนที่ สาม เกมซ้อนเกม ยุทธศาสตร์ IRGC และละครการเมืองที่ทุกฝ่ายร่วมแสดงโจมตีเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อชนะ
การที่ IRGC ยังคงโจมตีสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างต่อเนื่องหลังจากสูญเสียอย่างหนักในสงคราม 12 วัน ดูเหมือนจะขัดกับเหตุผล แต่เมื่อมองให้ลึกขึ้น จะพบว่านั่นคือยุทธศาสตร์ที่คำนวณมาอย่างดี
IRGC ไม่ได้โจมตีเพื่อชนะสงครามในทางทหาร แต่โจมตีเพื่อทำให้การทำสงครามแพงเกินไปสำหรับฝ่ายตรงข้าม นี่คือหลักการของสงครามบั่นทอน ซึ่งเวียดนามเหนือพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ผลต่อประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกได้รัฐบาลที่ต้องฟังเสียงตน
สามเป้าหมายในการโจมตีเดียว
การโจมตีทางเศรษฐกิจอย่างมีวินัย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินเรือ โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน หรือฐานทหารแบบที่ไม่มีผู้เสียชีวิต บรรลุเป้าหมายสามอย่างพร้อมกัน
ประการแรก สร้างต้นทุนทางการเงินให้สหรัฐฯ ต้องรักษากองกำลังในภูมิภาคและระบบป้องกันขีปนาวุธ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาลต่อวัน และค่าใช้จ่ายในระหว่างทำสงคราม แต่พยายามให้มีการสูญเสียชีวิตทหารสหรัฐให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้กระแสชาตินิยมตีกลับ
ประการที่สอง กดดันการเมืองภายในสหรัฐฯ ผ่านกลุ่มที่ต่อต้านการใช้งบทหารและการพัวพันในต่างประเทศ ทรัมป์ชนะเลือกตั้งส่วนหนึ่งจากคำมั่นว่าจะไม่ทำสงครามใหม่ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อคือภาระทางการเมืองที่เขาไม่ต้องการ
ประการที่สาม รักษาความชอบธรรมภายในประเทศสำหรับผู้นำชุดใหม่ที่ต้องแสดงให้เห็นว่ายังคงปกป้องเกียรติภูมิของชาติ
Escalate to De-escalate: ยุทธศาสตร์ที่รัสเซียสอน
อิหร่านเรียนรู้บทเรียนสำคัญจากรัสเซีย นั่นคือการยกระดับความรุนแรงให้สูงพอที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลัวการบานปลาย จนยอมเจรจาในเงื่อนไขที่ดีกว่า ดังนั้นนอกจากการโจมตีทางอาวุธแล้วยังมีการโจมตีทางไซเบอร์ และอาจมีการกระจายตัวในการก่อวินาศกรรมต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ
ทำให้IRGC โจมตีต่อเนื่องเพื่อส่งสัญญาณชัดเจนว่า ถ้าอยากให้หยุด ต้องให้อะไรเราบางอย่าง ซึ่งนั่นคืออำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจาเรื่องนิวเคลียร์และการยกเลิกการคว่ำบาตร ประชาธิปไตยอยู่กับความเจ็บปวดระยะสั้นได้ยากกว่าระบอบอำนาจนิยม นั่นคือจุดแข็งที่ IRGC ใช้ประโยชน์ทรัมป์ในสมการนี้
ด้านที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือบทบาทของทรัมป์ การที่เขาพลิกท่าทีจากพร้อมเจรจาเป็นสายเกินไปแล้วภายใน 72 ชั่วโมง ไม่ใช่ความไม่แน่นอนของนักการเมือง แต่น่าจะเป็นการเล่นสองบทพร้อมกัน
ในบ้านเขาต้องการภาพชัยชนะที่โชว์ฐานเสียงได้ว่าอเมริกาแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าสงครามที่ยืดเยื้อจะทำลายเศรษฐกิจที่เขาเอาไว้ขายประชาชน ดังนั้นความขัดแย้งในระดับที่ควบคุมได้จึงเหมาะกับเขาพอดี ไม่มากไม่น้อย
ทั้งสองฝ่ายต่างมีแรงจูงใจที่จะเล่นละครนี้ต่อไป และทั้งสองฝ่ายก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นอยู่
เส้นแบ่งที่อันตราย
ประวัติศาสตร์เตือนว่าการแสดงที่ยาวเกินไปมักเกิดอุบัติเหตุที่ไม่มีใครต้องการ ปี 2457 ไม่มีมหาอำนาจยุโรปไหนต้องการสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่กลไกที่สร้างขึ้นเพื่อ แสดง ทำให้หยุดไม่ได้เมื่อถึงจุดหนึ่ง
ความเสี่ยงที่แท้จริงในตะวันออกกลางวันนี้ไม่ใช่ว่าใครต้องการสงครามเต็มรูปแบบ แต่คือการที่ทุกฝ่ายกำลังเล่นละครที่ไม่มีใครเขียนบทตอนจบ
ฉากทัศน์ตอนที่ สี่ อิหร่านหลังจากนี้ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนต้องการและอำนาจที่ไม่ยอมแพ้
กุญแจสำคัญคือเศรษฐกิจ ไม่ใช่อุดมการณ์ มีความจริงอย่างหนึ่งที่นักวิเคราะห์การเมืองมักมองข้าม นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ พวกเขาต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
อิหร่านมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริง สำรองน้ำมันอันดับสี่ของโลก ก๊าซธรรมชาติอันดับสอง ประชากรที่มีการศึกษาสูง และภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมการค้า ถ้าการคว่ำบาตรถูกยกเลิกและมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจฟื้นได้เร็ว และประชาชนที่กินดีอยู่ดีจะอดทนกับระบอบการปกครองแบบใดก็ตามได้อย่างน้อยสามถึงห้าปี นี่คือตรรกะที่สิงคโปร์ จีน และรัฐอ่าวเปอร์เซียต่างพิสูจน์มาแล้ว
ทำไมอำนาจเก่าจึงอาจยอม
IRGC ฉลาดพอที่จะรู้ว่าระบอบที่ประชาชน 70 เปอร์เซ็นต์ต่อต้านไม่มีทางอยู่ได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อฐานทางทหารถูกทำลายและเศรษฐกิจพังทลาย
สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเปลี่ยนผ่านที่พวกเขาควบคุมได้ โมเดลที่น่าจะเกิดขึ้นคือการปฏิรูปแบบควบคุม คือเปิดเสรีทางสังคมบางส่วน เช่น ผ่อนคลายกฎการแต่งกาย เปิดเจรจากับสหรัฐฯ เปิดรับการลงทุนต่างชาติ แต่ยังคุมเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงไว้
มันคือโมเดลจีนหลังเติ้งเสี่ยวผิง เปิดเศรษฐกิจ แต่ปิดการเมือง ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้: แรงเหวี่ยงจากภายนอก นี่คือจุดอ่อนที่สุดในสมการของอิหร่านยุคใหม่ เพราะไม่มีประเทศในตะวันออกกลางที่ได้รับอนุญาตให้เข้มแข็งโดยไม่มีเงื่อนไข
อิสราเอลมีแรงจูงใจที่จะไม่ให้อิหร่านฟื้นตัว ไม่ว่าจะเปลี่ยนระบอบแล้วหรือไม่ก็ตาม อิหร่านที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจคืออิหร่านที่อาจกลับมาเป็นภัยคุกคามได้อีก ซาอุดีอาระเบียและรัฐอ่าวเปอร์เซียมองอิหร่านที่เปิดและเจริญรุ่งเรืองเป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาดน้ำมันและอิทธิพลภูมิภาค รัสเซียและจีนไม่ต้องการให้อิหร่านหันไปหาตะวันตก ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจในการดึงอิหร่านออกจากเส้นทางที่เสถียร
โมเดลที่น่ากลัวที่สุด ประวัติศาสตร์มีบทเรียนที่น่าเป็นห่วง อิรักหลังซัดดัมพิสูจน์ว่าการโค่นระบอบโดยไม่มีสถาบันรองรับนำไปสู่ความวุ่นวายที่กินเวลาหลายทศวรรษ และที่น่ากังวลกว่านั้นคือบทเรียนจากการปฏิวัติอิหร่านเองในปี 2522 เมื่อระบอบเก่าล่ม คนที่มีอาวุธและระเบียบวินัยมากที่สุดคือผู้ชนะ ตอนนั้นคือนักบวชและกลุ่มที่ต่อมากลายเป็น IRGC ถ้าระบอบสั่นคลอนรุนแรงในวันนี้ IRGC ก็ยังคงเป็นองค์กรที่มีอาวุธและระเบียบวินัยมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทุนและเทคโนแครตที่เล่นการเมืองแบบตามน้ำเพื่อรอจังหวะ
บทสรุป: เกมที่ไม่มีบทตอนจบ
อิหร่านจะเปลี่ยนแปลง นั่นแน่นอน เพราะไม่มีระบอบใดในประวัติศาสตร์ที่ต้านทานแรงกดดันจากสามทิศทางพร้อมกันได้ ทั้งจากประชาชนภายใน วิกฤตเศรษฐกิจ และความเสียหายทางทหาร
แต่การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนอิหร่านฝันถึง มันน่าจะเป็น IRGC ในชุดใหม่ที่เปิดเศรษฐกิจพอให้ประชาชนหายใจได้ แต่ยังคุมอำนาจที่แท้จริงอยู่เบื้องหลัง เหมือนทหารอียิปต์หลังอาหรับสปริงที่ยอมให้มีการเลือกตั้ง แต่ไม่ยอมให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนอะไรที่สำคัญจริงๆ
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่าอิหร่านจะเปลี่ยนไหม แต่คือประชาชนอิหร่านจะพอใจกับการเปลี่ยนแปลงแบบครึ่งๆ กลางๆ นี้ได้นานแค่ไหน และในโลกที่ทุกฝ่ายกำลังเล่นเกมซ้อนเกม คำตอบนั้นอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับอิหร่านเพียงฝ่ายเดียว
#อิหร่าน #ตะวันออกกลาง #ภูมิรัฐศาสตร์ #IRGC #การเมืองโลก #สงครามตะวันออกกลาง #การเมืองระหว่างประเทศ #Geopolitics #Iran







