บทความ บทวิเคราะห์

จุดเปลี่ยนอิหร่าน! สหรัฐ-อิสราเอลปลิดชีพ 'คาเมเนอี' สงครามระอุสู่การเปลี่ยนระบอบ

แชร์ข่าว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุดในรอบเกือบ 5 ทศวรรษ หลังมีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่านว่า อาญาโตลลา อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปี ได้เสียชีวิตลงแล้วจากการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงโดยความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15:00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยใช้หน่วยข่าวกรองที่ซับซ้อนระดับสูงระบุพิกัดบ้านพักและออฟฟิศในกรุงเตหะราน ขณะที่ผู้นำสูงสุดกำลังปฏิบัติหน้าที่และประชุมร่วมกับแกนนำระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมจาก Airbus Defense and Space เผยให้เห็นความเสียหายย่อยยับของอาคารเป้าหมาย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อเวลา 07:00 น. ของเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ระบุว่าคาเมเนอีคือ "หนึ่งในบุคคลที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์" และการเสียชีวิตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความยุติธรรมสำหรับชาวอิหร่าน แต่รวมถึงชาวอเมริกันและคนทั่วโลกที่ตกเป็นเหยื่อของระบอบนี้

ขณะที่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงยืนยันว่าปฏิบัติการจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย และเปิดเผยว่าแผนการนี้มีการวางแผนล่วงหน้ามานานหลายเดือน ซึ่งขัดแย้งกับสัญญาณบวกจากการเจรจา 3 ฝ่ายที่เจนีวาก่อนหน้านี้ จนทำให้ชาติคนกลางอย่างโอมานออกมาแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อท่าทีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

แรงกระเพื่อมจากการโจมตีครั้งนี้ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งภูมิภาค โดยอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยขีปนาวุธมุ่งเป้าไปยังฐานทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้เกิดความเสียหายหนักที่สนามบินดูไบและโครงการ "เดอะ ปาล์ม" ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงสนามบินในโดฮา ประเทศกาตาร์ และมีการโจมตีกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ในบาห์เรนอย่างต่อเนื่อง

ด้านสถานการณ์ภายในอิหร่านยังคงมีความซับซ้อนสูง แม้จะมีภาพประชาชนบางส่วนออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนในหลายเมืองและในต่างประเทศ แต่กองกำลัง IRGC ได้ประกาศไว้อาลัยเป็นเวลา 40 วัน พร้อมลั่นวาจาว่าจะแก้แค้นให้แก่ผู้นำสูงสุดอย่างสาสม โดยปฏิเสธกระแสข่าวที่ทรัมป์อ้างว่าหน่วยความมั่นคงบางส่วนเริ่มวางอาวุธและขอรับการคุ้มครองจากสหรัฐฯ

ในเชิงโครงสร้างการปกครอง การขาดหายไปของคาเมเนอีซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1989 สร้างสุญญากาศทางอำนาจในระบอบ "เทวาธิปไตย" ที่ควบรวมอำนาจทางศาสนาและการเมืองเข้าด้วยกัน หากระบอบเดิมยังคงอยู่ สภาผู้เชี่ยวชาญ 88 คนจะต้องประชุมเพื่อคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ถึงชื่อของ "มุจตาบา" บุตรชายคนโต

แต่ในสถานการณ์สงครามเช่นนี้ ทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนว่าการโจมตีจะดำเนินต่อไปแบบไร้รอยต่อ (Uninterrupted) เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือนานเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ท่ามกลางการปรากฏตัวของ เรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายของอิหร่านที่พำนักอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งออกมาเสนอตัวเป็น "สะพานเชื่อม" ในการนำพาอิหร่านไปสู่เสรีภาพและระบอบประชาธิปไตย

ในขณะนี้หลายฝ่ายมองว่า อิหร่านกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่อันตรายกว่ากรณีของเวเนซุเอลาหรืออิรักในอดีต เนื่องจากเป็นระบอบที่มีรากฝั่งลึกมานานถึง 47 ปี การโค่นล้มขั้วอำนาจเทวาธิปไตยที่มี IRGC เป็นเกราะป้องกันอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองหรือความวุ่นวายที่ไม่อาจควบคุมได้ หากสหรัฐฯ ไม่เข้าใจบริบททางสังคมที่ละเอียดอ่อน สันติภาพที่ทรัมป์และเนทันยาฮูอ้างถึงจึงยังเป็นคำถามตัวโตว่าจะเป็นสันติภาพที่แท้จริง หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเพลิงสงครามรอบใหม่ที่จะแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางหลังจากนี้