บทความ บทวิเคราะห์

เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: ข้าวขาลง ปลาป่นขยับขึ้น สุกร-ไก่ฟื้นแรงซื้อ

แชร์ข่าว

ภาพรวมสถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในรอบสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนภาพรวมตลาดที่กำลังปรับสมดุลระหว่างปัจจัยอุปสงค์และอุปทาน ทั้งจากภายในประเทศและตลาดโลก โดยสินค้าอาหารสัตว์หลายรายการยังทรงตัวตามกลไกตลาด ขณะที่บางชนิดเริ่มเห็นสัญญาณขยับขึ้นจากแรงหนุนด้านสต็อกและการบริหารจัดการผลผลิต ส่วนสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคอย่างข้าวมีแรงกดดันด้านราคาจากผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่เริ่มทยอยเข้าสู่ตลาด ภาพรวมจึงเป็นช่วง “ตั้งหลัก” ของตลาดสินค้าเกษตรไทย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกและทิศทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศยังคงทรงตัว โดย ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ ราคาอยู่ที่หาบละ 606 บาท สอดคล้องกับทิศทางตลาดล่วงหน้าต่างประเทศที่แม้จะมีแรงขายในช่วงต้นสัปดาห์ แต่สามารถดีดตัวกลับมาปิดบวกได้เล็กน้อยในตลาด CBOT สะท้อนความไม่แน่นอนของแรงซื้อเพื่อการส่งออก แม้ยอดขายรายสัปดาห์จะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็ตาม ภาพรวมดังกล่าวบ่งชี้ว่าราคาข้าวโพดไทยยังได้รับแรงประคองจากต้นทุนและความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในประเทศ ทำให้แนวโน้มระยะสั้นยังเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว

ด้าน กากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ราคานำเข้าทรงตัวที่กิโลกรัมละ 14.95 บาท แม้ตลาดโลกจะมีแรงขายทำกำไรหลังราคาถั่วเหลืองในตลาดล่วงหน้าปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน ปัจจัยที่ต้องจับตาคือผลผลิตถั่วเหลืองของบราซิลซึ่งเก็บเกี่ยวแล้วราว 32% และมีแนวโน้มให้ผลผลิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายปี ขณะเดียวกัน ความต้องการนำเข้าของจีนยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งช่วยพยุงตลาดโลกไม่ให้ปรับฐานแรงเกินไป ภาวะดังกล่าวทำให้ราคากากถั่วเหลืองในไทยยังทรงตัว และมีโอกาสเคลื่อนไหวตามกรอบราคาตลาดโลกเป็นหลัก

สินค้ากลุ่มโปรตีนทางเลือกอย่าง ปลาป่น ปรับขึ้นชัดเจนในสัปดาห์นี้ หลังสิ้นสุดฤดูกาลจับปลาที่เปรู ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคารับซื้อในจีนขยับขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับสต็อกปลาป่นในจีนอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และความต้องการซื้อหลังพ้นช่วงหยุดยาวเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาปลาป่นในประเทศปรับขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัมทุกเกรด เช่น ปลาป่นเกรดกุ้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 51 บาท ปลาป่นโปรตีนสูงกว่า 60% อยู่ที่ 45.70 บาท ขยับขึ้นตามต้นทุนตลาดโลก แม้ราคาจะปรับขึ้น แต่การประเมินแนวโน้มยังมองว่าระยะต่อไปอาจทรงตัว หากไม่มีแรงกระตุ้นด้านอุปทานเพิ่มเติม

ในส่วนของข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลักเพื่อการส่งออกของไทย ราคาข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับลดลงจากกระสอบละ 1,170 บาท เหลือ 1,150 บาท ขณะที่ราคาส่งออกแบบ FOB ก็ลดลงเช่นกัน เหลือตันละ 421 ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักมาจากการเริ่มเข้าสู่ฤดูผลผลิตใหม่ ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดเพิ่มขึ้นและกดดันราคา อย่างไรก็ตาม ราคาปลายข้าวบางรายการยังทรงตัวหรือขยับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนความต้องการในบางตลาดปลายทาง ภาพรวมจึงเป็นการปรับฐานตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นสัญญาณเชิงลบระยะยาว และแนวโน้มระยะสั้นคาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัวตามภาวะอุปทาน

ด้านปศุสัตว์ ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4 บาทต่อกิโลกรัมทั่วประเทศ โดยเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่กิโลกรัมละ 58 บาท ปัจจัยสำคัญมาจากความร่วมมือของผู้เลี้ยงสุกรใน “โครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรปี 2569” ที่บริหารจัดการปริมาณลูกสุกรเข้าสู่ระบบ เพื่อลดภาวะล้นตลาด การปรับตัวขึ้นดังกล่าวสะท้อนผลของการควบคุมอุปทานอย่างเป็นระบบ ขณะที่แนวโน้มระยะต่อไปคาดว่าราคาจะทรงตัว หากไม่มีแรงกดดันด้านต้นทุนอาหารสัตว์หรือการบริโภคชะลอตัว

ราคาไก่เนื้อ ปรับเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 40 บาท เป็น 41 บาท ตามกลไกตลาด ขณะที่ราคาลูกไก่เนื้อและลูกไก่ไข่อยู่ที่ตัวละ 19.50 บาท และ 28 บาทตามลำดับ การปรับขึ้นดังกล่าวสะท้อนภาวะความต้องการบริโภคที่ยังอยู่ในระดับดี ประกอบกับการบริหารจัดการปริมาณการผลิตที่สมดุล ส่วนราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม ยังทรงตัวที่ฟองละ 3.20 บาท แสดงถึงเสถียรภาพด้านอุปทานในระยะนี้

เมื่อพิจารณาภาพรวมภาวะสินค้าเกษตรไทยในสัปดาห์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าตลาดส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวในลักษณะ “ทรงตัว” โดยมีเพียงบางสินค้าที่ปรับขึ้นจากปัจจัยเฉพาะด้านอุปทานและการบริหารจัดการภายในประเทศ ขณะที่ตลาดโลกยังมีบทบาทสำคัญต่อวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดและถั่วเหลือง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนปศุสัตว์ไทย

ในระยะต่อไป ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ทิศทางผลผลิตฤดูกาลใหม่ของพืชหลัก สถานการณ์สต็อกสินค้าในตลาดโลก ความต้องการนำเข้าของประเทศคู่ค้า รวมถึงนโยบายบริหารจัดการผลผลิตภายในประเทศ หากสามารถรักษาสมดุลอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะสินค้าเกษตรไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว พร้อมโอกาสฟื้นตัวเป็นรายสินค้า ขึ้นอยู่กับแรงหนุนจากตลาดโลกและกำลังซื้อภายในประเทศเป็นสำคัญ