บทความ บทวิเคราะห์

เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: ข้าว-ข้าวโพด-ปลาป่นพุ่ง! สวนทางต้นทุนฟาร์มจ่อขยับ

แชร์ข่าว

ท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก ภาวะเศรษฐกิจเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์รอยต่อระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจผ่านการปรับตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลักที่สำคัญต่อทั้งภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ภายในประเทศ โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญมาจากทั้งอุปสงค์ที่ฟื้นตัว แผนการบริหารจัดการผลผลิต และแรงกดดันจากต้นทุนการนำเข้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของค่าเงินและค่าระวางเรือขนส่งสินค้า      

กลุ่มธัญพืชหลักอย่างข้าวโพดและข้าว กลายเป็นดาวเด่นที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศขยับราคาขึ้นสู่ระดับ 615 บาทต่อหาบ ผลจากจังหวะการเก็บเกี่ยวที่ชะลอตัวทำให้ปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดลดลงชั่วคราว แม้ว่าตลาดล่วงหน้า CBOT จะส่งสัญญาณปรับตัวลงเล็กน้อย แต่ราคาในประเทศยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่ง เช่นเดียวกับสถานการณ์ในตลาดข้าว ที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวขาว 100% ชั้น 2 และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ที่ราคาเอฟ.โอ.บี. ทะยานขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยที่ยังคงเป็นที่ต้องการในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของวัตถุดิบนำเข้าอย่างกากถั่วเหลือง กลับพบแนวโน้มราคาที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 16.60 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นผลบวกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่เริ่มคลี่คลายลงชั่วคราว ประกอบกับคาดการณ์ผลผลิตจำนวนมากจากสหรัฐฯ และการเก็บเกี่ยวในบราซิลที่รุดหน้าไปกว่า 75% แต่ถึงกระนั้น ปัจจัยบวกด้านราคากากถั่วเหลืองอาจถูกหักล้างด้วยต้นทุนแฝงอื่นๆ โดยเฉพาะในภาคปศุสัตว์ที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งค่าระวางเรือ (Ocean Freight) ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงสิ้นปี และค่าพลังงานในฟาร์มที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเลี้ยงสุกรที่ขยับขึ้นมาจ่อที่ระดับ 70 บาทต่อกิโลกรัม ท่ามกลางราคาขายหน้าฟาร์มที่พยายามยืนระยะเพื่อรักษาเสถียรภาพตามความต้องการบริโภคที่เริ่มหนาตาขึ้น

ในส่วนของโปรตีนจากสัตว์ชนิดอื่น ทั้งไก่เนื้อและไข่ไก่ ยังคงรักษาเสถียรภาพราคาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยราคาแนะนำไก่เนื้อยังทรงตัวที่ 44 บาทต่อกิโลกรัม และไข่ไก่คละหน้าฟาร์มที่ 3.60 บาทต่อฟอง สะท้อนถึงการบริหารจัดการสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพของเครือข่ายสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ขณะที่ตลาดปลาป่นส่งสัญญาณที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากราคารับซื้อที่จีนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามปริมาณสต็อกที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเร่งให้ราคาปลาป่นในไทยปรับตัวสูงขึ้นตามในอนาคตอันใกล้ หากการประกาศโควตาจับปลาฤดูกาลใหม่จากเปรูไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ภาพรวมของภาคเกษตรไทยในขณะนี้จึงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังและปรับตัวอย่างใกล้ชิด การที่ราคาสินค้าเกษตรบางรายการปรับตัวสูงขึ้นอาจดูเป็นข่าวดีในแง่รายได้ แต่ภายใต้ความรุ่งโรจน์นั้น กลับมีความเปราะบางจากต้นทุนแฝงด้านโลจิสติกส์และพลังงานที่กดดันกำไรสุทธิของเกษตรกร การติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและนโยบายการค้าโลกจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาสถัดไป เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ข่าวแนะนำ