ฉากโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงสะท้อนถึงความพ่ายแพ้ของฝ่ายค้านเดิม แต่ยังตอกย้ำถึงความไม่เป็น “เนื้อเดียวกัน” ของพรรคฝ่ายค้าน ที่พรรคประชาชนถูกโดดเดี่ยว!!
คะแนน 123 เสียงของ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวดว่า พรรคประชาชนกำลังกลายเป็นเกาะร้างกลางสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนกลับไม่สามารถดึงดูดพันธมิตรให้มาร่วมลงเรือลำเดียวกันได้เลยแม้แต่พรรคเดียว การถูกทิ้งให้ยืนอย่างโดดเดี่ยวครั้งนี้ คือบทเรียนราคาแพงว่า เสียงในสภาสำคัญไม่แพ้เสียงในโซเชียล
ต่อจากนี้จะทำงานร่วมกันอย่างไร จะมองหน้ากันสนิทใจได้แค่ไหน และจะให้ “ข้อมูลลึกๆ ลับๆ” ต่อกันได้จริงอย่างที่ใครวาดฝันว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ครบเครื่อง แต่เปิดสภาฯ ก็มองเห็นแล้วว่า ฝ่ายค้านส่อ “เครื่องพัง” หรือ “เผาเครื่อง”
แม้ไม่มี “งูเห่า” จากพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ โผล่ไปยกมือให้ “โสภณ ซารัมย์” แต่ตัวเลข 80 คะแนนจากการงดออกเสียงของพวกเขา คือ "สารการเมือง" ที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง พจนานุกรมการเมืองฉบับเขี้ยวลากดิน การงดออกเสียงไม่ใช่การสละสิทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตยทั่วไป แต่มันคือการ "ทอดไมตรี" แบบมีชั้นเชิง
เป็นการบอกปัดพรรคประชาชนอย่างสุภาพ แต่ก็เปิดประตูรับพรรคภูมิใจไทยอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เพื่อให้เหลือประตูไว้สำหรับ “สร้างเงื่อนไข” ด้วยเป็นการแสดงความเป็นเอกภาพไปถึงพรรคภูมิใจไทย ว่าหากพวกเขาจะตัดสินใจเดินทิศทางไหน พวกเขาจะไปทั้งพรรค!!
สำหรับพรรคกล้าธรรม ภายใต้ร่มเงาและการกำกับของ "ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า" การขยับหมากในครั้งนี้คือการปูทางเข้าสู่ศูนย์กลางแห่งอำนาจอย่างแยบยลที่สุด โดยเมื่อไม่มี “งูเห่า” นั่นอาจหมายถึงอนาคต หากจะเข้าร่วมรัฐบาลก็พร้อมจะเทใจไปทั้งพรรค
แต่ที่น่าสนใจคือพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เลือกที่จะเล่นเกมเดียวกันกับพรรคกล้าธรรม ที่พร้อมทอดไมตรีเข้าร่วมรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็มีเงื่อนไขว่า จะต้องไม่มี “พรรคกล้าธรรม”
80 เสียงในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่เลือกข้าง แต่มันคือกลยุทธ์การเมืองอันล้ำลึก ท่ามกลางกงล้อแห่งอำนาจที่หมุนเปลี่ยนทิศทางไปอย่างรวดเร็ว
#พรรคประชาชน #ประธานสภา #พริษฐ์วัชรสินธุ #พรรคกล้าธรรม #พรรคประชาธิปัตย์ #การเมืองไทย2569 #ธรรมนัส #ภูมิใจไทย #ฝ่ายค้าน







