การประกาศเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการของประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลตามปกติเท่านั้น แต่คือหมุดหมายสำคัญที่พี่น้องเกษตรกรไทยต้องเริ่มขยับตัววางแผนรับมืออย่างรัดกุม เนื่องจากสภาวะอากาศที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมักมาพร้อมกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการขาดแคลนน้ำ การแพร่ระบาดของศัตรูพืช และความเสี่ยงต่อสุขภาพของทั้งคนและสัตว์
การบริหารจัดการเกษตรกรรมในยุคที่สภาพภูมิอากาศมีความผันผวนสูงจึงต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงรุก โดยเริ่มจากการรักษา "ความชื้น" ซึ่งเป็นหัวใจหลักของพืชไร่และพืชสวน ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มันสำปะหลัง หรือไม้ผล การใช้เทคนิควัสดุคลุมดินจากธรรมชาติ เช่น ฟางข้าวหรือเศษใบไม้ เพื่อลดการระเหยของน้ำออกจากผิวดิน ควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่งเพื่อลดการคายน้ำ เป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพในการช่วยให้พืชประหยัดพลังงานและรอดพ้นจากอาการเหี่ยวเฉา ขณะเดียวกันความแห้งแล้งยังเป็นปัจจัยเร่งให้ศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยไฟและไรแดงแพร่กระจายได้ดี การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่จะช่วยรักษาผลผลิตไม่ให้เสียหายก่อนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว
ในมิติของการปศุสัตว์และการประมง ความร้อนจัดส่งผลโดยตรงต่อสภาวะความเครียดของสัตว์ หรือที่เรียกว่า Heat Stress ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตและระบบภูมิคุ้มกัน การจัดการโรงเรือนให้มีการระบายอากาศที่ดี การติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำ และการดูแลให้น้ำดื่มสะอาดอย่างเพียงพอตลอดทั้งวันจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ เช่นเดียวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิน้ำที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน เกษตรกรจำเป็นต้องรักษาระดับความลึกของน้ำในบ่อให้เหมาะสมและเพิ่มการเติมออกซิเจนในช่วงเวลาที่อากาศนิ่งสนิท รวมถึงการปรับลดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมคุณภาพน้ำไม่ให้เน่าเสียได้ง่าย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภารกิจการดูแลผลผลิตและสัตว์เลี้ยง สิ่งที่สำคัญที่สุดและถือเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนภาคเกษตรคือ "ตัวเกษตรกรเอง" การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานให้สอดรับกับความรุนแรงของแสงแดดในช่วงเที่ยงถึงบ่ายถือเป็นมาตรการความปลอดภัยที่วิกฤตที่สุด การหลีกเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. และการสร้างวินัยในการจิบน้ำทุก 20-30 นาทีโดยไม่ต้องรอให้กระหาย คือเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อนที่ระบายอากาศได้ดีและการสวมหมวกปีกกว้างจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่คือการเตรียมพร้อมทางกายภาพเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไป บทสรุปของการผ่านพ้นวิกฤตหน้าร้อนในปีนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การฝืนสู้กับธรรมชาติ แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจและวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทั้งผลผลิต สัตว์เลี้ยง และตัวเกษตรกรเอง สามารถก้าวผ่านฤดูกาลนี้ไปได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยในทุกมิติ








