ครบรอบ 134 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับภาคเกษตร มุ่งเพิ่มรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรไทย
วันที่ 1 เม.ย.69 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการจัดกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 134 ปี โดยมีผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามลำดับ ได้แก่ ห้องพระอาคาร 1 ชั้น 4 (ห้องพระพิรุณ 130) ศาลพระภูมิ ศาลท้าวเวสสุวรรณ ศาลตา – ยาย องค์พระพิรุณทรงนาค และองค์พระพิรุณทรงนาค (ห้องพิพิธภัณฑ์) จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยถวายผ้าไตร จตุปัจจัยเครื่องไทยธรรม และถวายปิ่นโตแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ได้เยี่ยมชมและให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ร่วมบริจาคโลหิต เนื่องในวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 134 ปี ณ ห้องประชุมศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช พร้อมมอบเกียรติบัตรและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติสืบสานเกษตรกรรมยั่งยืน ประจำปี พ.ศ. 2569 ให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ จำนวน 31 ราย และพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติพนักงานราชการดีเด่น ปี 2568 ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 6 ราย ด้วย
ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 134 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภาคการเกษตรในฐานะ “ภาคการผลิตที่สำคัญที่สุดของประเทศ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพัฒนาสังคมเกษตรกรรมของไทยโดยมีกลไกที่สำคัญ อาทิ 1) จำนวนประชากรในภาคเกษตรกว่า 30 ล้านคน ครอบคลุมทั้งเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกภายในครัวเรือนเกษตรกรเป็นแรงงานที่อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ 2) เป็นฐานทรัพยากรสำคัญ โดยพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 149 ล้านไร่ รวมถึงการทำการเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงทั้งการอุปโภค บริโภค ภาคอุตสาหกรรม สำหรับดูแลรักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม และ 3) เป็นฐานสร้างรายได้หลักของประเทศ ซึ่งในปี 2568 สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยมีมูลค่าการส่งออก 52,072.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,709,075 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพการปรับตัวจากการขายวัตถุดิบไปสู่สินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักของการแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร เวชภัณฑ์ พลังงาน และอื่น ๆ อีกหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบกับจุดแข็งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิอากาศของประเทศไทย จึงทำให้มีอุตสาหกรรมเกษตรที่ครบวงจร ส่งผลให้อาชีพเกษตรกรรมจึงเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยในส่วนของปัจจัยภายใน ได้แก่ เกษตรกรมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ การทำการเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และภัยธรรมชาติที่รุนแรงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันปัจจัยภายนอก ได้แก่ สงครามเต็มรูปแบบ (Conventional Warfare) สงครามการค้า (Trade War) สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) ที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร เช่น ความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ การใช้มาตรการทางภาษีที่ส่งผลต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก และความผันผวนของต้นทุนปัจจัยการผลิต เป็นต้น
“การก้าวเข้าสู่ปีที่ 135 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตรไทย ให้สอดรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกมิติ โดยอาศัยกำลังความรู้ความสามารถของบุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย โดยร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ สามารถแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงเป็นการยกระดับการทำงานของทุกภาคส่วนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่จะสนองตอบความคาดหวังของพี่น้องเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่สำคัญ คือ เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป” ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว







