บทความ บทวิเคราะห์

"ธรรมนัส" ในร่างฝ่ายค้าน! กลยุทธ์ "แฉแหลก" เขย่าบัลลังก์รัฐบาล

แชร์ข่าว

สถานการณ์ทางการเมืองที่ต้องจับตาน่าจะเป็นพรรคกล้าธรรม หาก “ผู้กองธรรมนัส” (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) ต้องระเหจไปอยู่ฝั่งฝ่ายค้าน ท่ามกลางข้อกล่าวหา “สีเทา” ที่ติดตัวมาตลอด บทบาทการตรวจสอบและเกมการเมืองเรื่องทุนเทาจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไร หากกลายมาเป็นฝ่ายค้าน

ฉะนั้นมิติทางการเมืองบทบาทฝ่ายค้านในสภาที่ต้องจับตาของพรรคกล้าธรรม หากไม่ได้ร่วมรัฐบาล แรงกดดันจากข้อกล่าวหาเรื่อง "ทุนเทา" จะกลายเป็นอาวุธที่ฝ่ายรัฐบาลนำมาใช้โจมตีทันที แต่อย่าลืมว่าร.อ.ธรรมนัส กุมความลับ และมีคอนเนกชันกว้างขวาง หากเขาเป็นฝ่ายค้าน เขาอาจใช้กลยุทธ์ “เกลือจิ้มเกลือ” แฉข้อมูลวงในของทุนเทาที่เชื่อมโยงกับคนในรัฐบาลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง

ดังนั้นการขยับมาปราบทุนเทาในนามฝ่ายค้าน อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการ “ขู่” หรือ “ต่อรอง” ทางการเมือง เพื่อให้ตนเองพ้นขีดอันตราย มากกว่าจะเป็นการปราบปรามเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงๆ เพราะฉะนั้นเมื่อพรรคกล้าธรรม ถูกพาดพิงว่าเป็นพรรคการเมืองสีเทา การพูดเรื่องความโปร่งใสจะขาดความชอบธรรมทางศีลธรรม ทำให้สังคมอาจไม่ให้ราคาข้อมูลเท่าที่ควร

สำหรับพรรคประชาชน ทุนเทาและสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่เรื่องอาชญากรรม แต่เป็นเรื่องของ “โครงสร้างอำนาจ” จะไม่เน้นแค่จับกุมรายวัน แต่จะพุ่งเป้าไปที่ “เจ้าหน้าที่รัฐที่รับส่วย” และ “ความล้มเหลวของระบบธนาคาร-โทรคมนาคม” ที่เอื้อให้สแกมเมอร์ทำงานได้ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นการเสนอ กฎหมาย PDPA ที่เข้มงวดขึ้น หรือการบังคับใช้ระบบ AI ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ที่ไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม พรรคประชาชนจะใช้ประเด็นนี้ดิสเครดิตรัฐบาลว่า “ไร้น้ำยา” หรือ “สมรู้ร่วมคิด” กับกลุ่มทุนข้ามชาติ

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ กับการฟื้นฟูภาพลักษณ์ “สะอาด” ในฐานะฝ่ายค้าน จะใช้เรื่องนี้เป็นจุดขาย เพราะถนัดใช้กลไกสภาและกฎหมายในการตรวจสอบ จะเน้นไปที่การตั้งกระทู้ถามสด และส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นจะโฟกัสเรื่องผลกระทบต่อ “ปากท้องประชาชน” ที่ถูกหลอก และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ต้องทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรม จะเกิดควากระอักกระอ่วนใจอย่างมาก เพราะภาพลักษณ์ที่ขัดกันสุดขั้ว แต่ “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุชัด พร้อมผนึกกำลังกับพรรคกล้าธรรมตรวจสอบรัฐบาล ส่วนก่อนหน้านี้ประกาศไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเฉพาะการทำงานในฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ในฐานะฝ่ายค้านที่ไม่สามารถเลือกได้ การทำงานร่วมกันไม่ใช่เรื่องยาก

ดังนั้นหากพรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายค้าน การปราบทุนเทาจะกลายเป็น “สงครามข้อมูลข่าวสาร” มากกว่าการปราบปรามเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะถูกรุกหนัก จากข้อมูลเชิงลึกที่ ร.อ.ธรรมนัส อาจมีอยู่ในมือ ความน่าเชื่อถือก็จะถูกสั่นคลอน

ประชาชนจะสับสนว่าใครคือ “ผู้ร้าย” ใครคือ “พระเอก” เพราะฝ่ายค้านเองก็น่วมไปด้วยข้อหาเทาๆ สแกมเมอร์จะกลายเป็นเบี้ย ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะถูกหยิบมาเป็นประเด็นการเมือง แต่การแก้ปัญหาจริงอาจล่าช้า เพราะทุกฝ่ายมุ่งแต่จะใช้ประเด็นนี้ “ทำลาย” อีกฝ่ายทางการเมือง

อยู่ที่พรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่บอกว่ายังไม่ปิดดีล พรรคกล้าธรรมจะยังอยู่ในสมการร่วมรัฐบาลหรือไม่ ยังมีเวลาคิด

หากพรรคกล้าธรรมมาเป็นฝ่ายค้านจริง อาจได้เห็นมหกรรม “แฉแหลก” ชนิดที่สะเทือนไปทั้งสภา เพราะคนที่รู้ไส้รู้พุงทุนเทาดีที่สุด คือคนที่เคยถูกกล่าวหามาตลอดช่วงเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา