บอย อินชัวร์
นับเป็นเรื่องเขย่าขวัญกับเหตุการณ์ระทึกสำหรับวงการประกันกันมากทีเดียว กับกรณีสำนักงาน คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ได้ออกมาขับเคลื่อนมาตรการยกระดับกำกับดูแลคนกลางประกันภัย โดยเดินหน้าหารือกับสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย รวมถึงสมาคมตัวแทนประกันชีวิตไทย และสมาคมนายหน้าประกันภัยไทยมาอย่างตาอเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมให้ทุกบริษัทประกันต้องมีช่องทางการรับชำระเบี้ยประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มั่นใจผู้เอาประกันภัยจะได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย
เหตุที่ต้องดำเนินการเช่นนี้ก็เพราะชนวนเหตุปัญหาการอมเบี้ยประกันลูกค้า โดยตัวแทนนายหน้าที่เป็นปัญหาแกะดำวงการบิดพริ้ว ไม่นำเงินค่าเบี้ยประกันที่ลูกค้าจ่ายเป็นเงินสดส่งให้บริษัท โดยพฤติกรรมทำนองนี้เรามักจะพบเห็นกับบริษัทประกันมานมนานแล้ว จนคปภ.ลงดาบสั่งเปรียบเทียบปรับและบางรายถึงขั้นให้เพิกถอนใบอนุญาตไปก็จำนวนมาก จนหนักข้อเข้า ก็เป็นข่องโหว่เปิดช่องให้บรรดามิจฉาชีพเข้ามาใช้เล่ห์เพห์ทุบายเป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ในทำนองฉ้อโกงเงินจากบริษัทประกันโดยตรง โดยผู้กระทำผิดจัดฉากฉ้อฉลในการแฝงตัวเข้ามาในรูปของการร่วมจัดหาทำประกันกับลูกค้า และทำทีเก็บค่าเบี้ยล่วงหน้าเข้ากระเป๋า พอสบช่องจะเรียกเคลมหรือเรียกร้องผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นหรืองอกเงยตามมาจากทำประกันเสมือนหนึ่งตัวเองเป็นผู้เสียหาย เมื่อตัวแทนหรือนายหน้าที่ร่วมจัดฉากด้วยหลบหนีไปแล้วก็มี
จนถูกบริษัทประกันสงสัยหรือจับได้ ก็ทำทีให้ลูกค้าร้องเรียน อย่างเช่นกรณีไม่นานมานี้บริษัทประกันรายหนึ่งถูกลูบคมไปแล้วก็มีให้เห็น ในที่สุดบริษัทประกันจนมุมขาดหลักฐาน บวกกับถูกกดดันด้วยกระแสสังคม คปภ.จึงสั่งการให้บ.ประกันเร่งจ่าย บริษัทดังกล่าวก็เลยต้องจำยอมจ่ายกันไป ด้วยเหตุผลนานาประการเช่นนี้เลยเป็นที่มาให้คปภ.ตัดไฟเสียแต่ต้นลม ในขณะเดียวกันไหนๆก็ทำแล้วก็ดำเนินการเบ็ดเสร็จเสียทีเดียว ทั้งฝั่งตัวแทนนายหน้า ทั้งฟากประกันชีวิตและฟากประกันวินาศภัยไปเลย งานนี้เรียกว่านิงกระสุนนัดเดียว ได้นกสองตัวทีเดียว แต่ทว่า ลำพังฝั่งประกันชีวิตคงไม่กระทบเสียเท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้ลูกค้าส่วนใหญ่จะชำระผ่านเลขบัญชีหรือโอนเข้าบัญชีบ.ประกันชีวิตเสียส่วนใหญ่อยู่แล้ว
หากจะมีเพียงส่วนน้อยจ่ายเป็นเงินสดให้ผ่านกีบตัวแทนขาย แต่หากทว่าจะต่างจากฟากประกันวินาศภัยดูจะมีป๊ญหาหนักหนาสาหัสไม่น้อย โดยเฉพาะธุรกรรมซื้อประกันยังพึงพากับการซื้อผ่านตัวแทนนายหน้า โดยเฉพาะนายหน้าประกันวินาศภัยนิติบุคคลเสียมาก ลูกค้าจึงโอนเงินเข้าบัญชีโบรกเกอร์ประกันรายต่างๆโดยตรง ซึ่งแต่แรกเริ่มเดิมทีคปภ.จะมีเครดิตมห้บรรดาโบรกเกอร์ประกันมีระยะเวลาของการโอนจ่ายค่าเบี้ยหรือที่รู้จักกันว่าเบี้ยประกันค้างรับ โดยนั่นหมายถึงมีเครดิตค่าเบี้ยยังไม่ต้องนำส่งให้บริษัทประกันที่ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ได้ไม่เกิน30วัน จนหนักๆเข้าต่อมามีป๊ญหาบริษัทประกันขาดสภาพคล่องรุนแรง และมีการไปอ้างว่าโบรกเกอร์ติดค้างไม่จ่ายเบี้ยประกันค้างรับเหล่านั้นจำนวนมาก ทั้งที่ข้อเท็จจริงมาจากสาเหตุประการอื่นๆมากกว่า โดยนำค่าเบี้ยลูกค้าไปหมุนซื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนหุ้นจนเจ๊ง หรือแม้แต่ลงทุนอย่างอื่นผิดประเภทจนเป็นเหตุหายนะถูกทางการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือปิดกิจการลงนั่นเอง
จนในที่สุดต้องแก้ปัญหาเวลาต่อมา โดย คปภ.ได้มีการออกประดาศนำCash before Cover (CBC) หรือหลักการ "จ่ายเบี้ยก่อนคุ้มครอง" มาใช้บังคับกับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทุกประเภทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป โดยสำนักงาน คปภ. กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันภัยก่อนหรือภายในวันเริ่มความคุ้มครอง เพื่อให้กรมธรรม์มีผลคุ้มครองทันที
บุคคลธรรมดา: ต้องชำระเบี้ยประกันภัยก่อน หรือตรงกับวันที่กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มความคุ้มครอง กรณีนิติบุคคล: สามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลบังคับ โดยวัตถุประสงค์: เพื่อป้องกันปัญหาการค้างชำระเบี้ยประกันภัย และสร้างความมั่นคงในระบบประกันภัยรถยนต์ โดยหลักฐาน:การจ่ายเงินแก่ตัวแทน/นายหน้าถือว่าเป็นการชำระเบี้ยแก่บริษัทแล้ว ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้เสมอ หากยังไม่ชำระเบี้ยประกันภัย ความคุ้มครองจะไม่เกิดขึ้นจริง ตามหลัก“Cash Before Cover” หลักการที่ว่า “ต้องชำระค่าเบี้ยประกันก่อน บริษัทประกัน จึงคุ้มครอง แต่พอเอาเข้าจริง ปัญหาอมเบี้ยหรือไมนำค่าเบี้ยชำระให้บริษัทตนเกิดเบี้ยประกันค้างรับยังปรากฏอยู่อย่างไม่ลืมเลือนอยู่ดี ซึ่งก็ไม่ได้เป็นปัญหาเสียเท่าใดนักเมื่อเทียบกับอดีต เพราะทุกวันนี้คปภ มีมาตรการเข้มข้นให้มีการตรวจสอบและทุกบริษัทต้องส่งรายงานสถานะประจำทุกไตรมาสถึงทุกธุรกรรมถี่ยิบและลงลึกเข้มข้นแตกต่างจากในอดีตไปมาก จึงทำให้การควบคุมดูแลปัญหาเบี้ยประกันค้างรับแทบจะมีปํญหาน้อยมาก หากจะกลัวคงจะเป็นมิจฉาขีพแฝงตัวมากับการเอาข้อม฿ลลูกค้าประชาชน มาจัดฉากทำการปลอมแปลงเป็นบริษัทฯโบรกเกอร์ประกันภัยเถื่อนแล้วเรียกเก็บเงินค่าเยี้ยในการรับประกันจากลูกค้ามากกว่า
แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าการที่ล่าสุดคปภ.ออกมา ดำเนินมาตรการยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัยอย่างเป็นรูปธรรมลุ่าสุดเป็นเรื่องที่ดี แต่ในมุมกลับกันก็ต้องไม่ลืมไปว่า มันจะเป็นสร้างความกระทบยุ่งยากกับบริษัทนายหน้าประกันภัยหรือโบรกเกอร์ได้มากๆ เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันลูกค้าจำนวนไม่น้อยต่างชำระเงินสดก็มี และโอนจ่ายค่าเบี้ยเข้าบัญชีบริษัทโบรกเกอร์เสียส่วนใหญ่ บางครั้งก็มีการมอบส่วนลดแก่ลูกค้าก็มี และที่สำคัญการทำเข่นนี้ยังทำความยุ่งยากวุ่นวายให้แก่ลูกค้าในบางครั้งอีกด้วย
โดยมาตรการที่คปภ.กำชับให้บริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัย เร่งปรับใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งด้านข้อมูลใบอนุญาตและช่องทางการรับชำระเบี้ยประกันภัย โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับการ บังคับใช้การรับชำระเบี้ยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยอย่างมีประสิทธิภาพ
ยิ่งไปกว่านี้น บุคคลเกี่ยวข้องทั้งหมดนี้ยังต้องมีภาระใหม่ในการปรับวิธีทำงาน โดยต้องมีมาตรการสำคัญ ดังนี้1. เร่งลงทะเบียนระบบ e-Licensing สำนักงาน คปภ. เน้นย้ำให้ตัวแทน/นายหน้าประกันภัยของบริษัท ดำเนินการลงทะเบียนและใช้งานระบบ e-Licensing ให้ครบถ้วน เพื่อให้ฐานข้อมูลใบอนุญาตมีความถูกต้องเป็นปัจจุบัน เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะผู้เสนอขายได้อย่างถูกต้อง
2. บริษัทประกันภัยต้องมีช่องทางรับชำระเบี้ยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับช่องทางตัวแทน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยให้บริษัทประกันภัยต้องเตรียมความพร้อมรองรับทุกกระบวนการให้ครอบคลุมการรับชำระเบี้ยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เร่งสื่อสาร และประชาสัมพันธ์กับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งตัวแทนและผู้เอาประกันภัย นอกจากนี้ ให้ทำความเข้าใจกับผู้เอาประกันภัยในการชำระเบี้ยเข้าบริษัทโดยตรง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและความเสียหายของผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยต้องรายงานความคืบหน้าให้สำนักงาน คปภ. ทราบเป็นระยะ พร้อมทั้งเตรียมระบบ กระบวนงาน และแผนการสื่อสารลูกค้าให้ครบถ้วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม
3. กำชับการทำสัญญาแต่งตั้งคนกลางให้ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย สำนักงาน คปภ. ให้ทุกบริษัทเข้มงวดในการจัดทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทน/นายหน้าประกันภัยให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมระหว่างกัน อีกทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงการให้บริการที่อาจกระทบสิทธิประโยชน์ผู้เอาประกันภัย
โดยสำนักงาน คปภ. ขอแนะนำให้ประชาชน ตรวจสอบให้มั่นใจทั้งก่อนและหลังชำระเบี้ย โดยตรวจสอบใบอนุญาตตัวแทน และจ่ายเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท พร้อมทั้งตรวจสอบใบเสร็จรับเงินว่าต้องเป็นของบริษัทประกันภัยโดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์อย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายนี้ ก็คงต้องติดตามกันดูถึวามเคลื่อนไหวของบรรดาบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยค่ายยักษ์ใหญ่และค่ายต่างๆ จะออกมาว่ากันอย่างไร แน่ๆคงไม่ยอมอย่างแน่นอน คงจะประชุมหารือข่วงนี้กันถี่ยิบถึงแนวทางออกปัญหามาตรการคปภ.เรื่องนี้ กับสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพราะยังมีเวลาอีกหลายเดือนไป กว่าจะมีผลบังคับใช้กันก็ต้นมกราฯปีหน้า
#คปภ #ธุรกิจประกันภัย #นายหน้าประกัน #โบรกเกอร์ประกัน #อมเบี้ย #CashBeforeCover #eLicensing #คุมเข้มประกัน #สิทธิผู้เอาประกัน #วงการประกัน








