ผลการเลือกตั้ง สส. 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ได้ “หักปากกาเซียน” ไปเรียบร้อย เมื่อผู้ชนะ คือ “พรรคภูมิใจไทย” กวาดสส.เข้าสภาฯ ไปได้ แบบถล่มทลาย เกิดปรากฎการณ์แลนด์สไลด์ เพราะได้สส.เกือบ 200 ที่นั่ง
ขณะที่ “พรรคประชาชน” ได้รับการคาดหมายว่าก้าวขึ้นมาเป็น “พรรคอันดับหนึ่ง” จากโพลสำนักต่างๆ กลับตกเป็นรอง อยู่ในฐานะพรรคอันดับ 2 และที่น่าใจหายยังพบว่า “คะแนนนิยม” ที่ถูกเทมาให้ ปาร์ตี้ลิสต์ ยังหายไปหลายแสนคะแนน
แน่นอนว่า ความพ่ายแพ้สำหรับพรรคส้ม ครั้งนี้ ได้ผลักให้ พรรคประชาชน ต้องกลับไปทำหน้าที่ “พรรคฝ่ายค้าน” ในสภาฯ เป็นรอบที่ 3 ทำให้พรรคห่างไกลจากโอกาสที่จะเข้าไปบริหารประเทศในฐานะ “รัฐบาล” มากขึ้นทุกขณะ
สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แล้วจบเพียงแค่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 8 ก.พ.ไปแล้วเท่านั้น แต่การที่พรรคประชาชน ตกอยู่ในที่นั่งฝ่ายค้าน ยืดเยื้อ ต่อเนื่อง ยิ่งทำให้พรรคอ่อนแรงลงทุกขณะ
แม้ “เท้ง” ณัฐพงษ์ และ “เจ้าของพรรค” อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จะย้ำกับกองเชียร์และสมาชิกพรรค ว่า “อย่าหมดหวัง อย่ายอมแพ้” แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อาจผกผันออกไปอย่างสิ้นเชิง !
เมื่อพรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้งก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง กระบวนการขั้นตอนจากนี้ จึงจะไปอยู่ที่การ “จับขั้ว” ตั้งรัฐบาลผสม
แต่สำหรับพรรคประชาชน ดูเหมือนว่าความพ่ายแพ้ ในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเพียงวิบากกรรม ภาคแรกเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่า พรรคประชาชน โดยเฉพาะ “หัวขบวน” คือ เท้ง ณัฐพงษ์ ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่ม 44 อดีตสส.ก้าวไกล ที่ยังรอการชี้มูลความผิดจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมาย ม.112
คดี 44 อดีตสส.ก้าวไกล ถูกจับตามาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.แล้วว่า จะออกมาในรูปการณ์เช่นใด ?
เพราะหากป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดจริง ก่อนเลือกตั้ง จะทำให้เกิด "คะแนนสงสาร" เทไปที่พรรคส้มจนถล่มทลาย ก็เป็นได้ ดังนั้นวันที่ 8 ก.พ.จึงผ่านพ้นมาได้
จนมาถึงล่าสุดเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏอย่างไม่เป็นทางการ แต่ชี้ชัดแล้วว่า อนุทิน ต่อวีช่า เป็น “นายกฯ” ในสมัยที่ 2 โดยพรรคภูมิใจไทย ที่ชนะเลือกตั้ง จะเป็นฝ่ายนำจัดตั้งรัฐบาล ความชัดเจนคดี44 อดีตสส.ก้าวไกล จึงเริ่มปรากฎเค้าลาง ว่าป.ป.ช.ชเตรียมมีมติชี้มูลความผิด จากนั้นจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกา พิจารณาว่าสส.ที่ถูกชี้มูลนั้นมีความผิดทางจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่
และหากสถานการณ์ออกมาในทางที่เลวร้ายจริง “บทลงโทษ” ที่น่ากลัว หากศาลฎีกามีคำตัดสินว่า 44 สส. ก้าวไกล กระทำการฝ่าฝืนจริยธรรมจริง โทษสูงสุดคือการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต, เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เหมือนกับที่ “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ เคยเจอมาแล้ว
การหายไปของ “แกนนำ” ในแต่ละแถวสำหรับพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ “เสรีประชาธิปไตย” อย่างพรรคส้ม อาจเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยน ที่มีแต่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง จนกระแทกกับ “ความหวัง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ !








