การขับเคี่ยวกันระหว่าง 3 ขั้วการเมือง ในสนามเลือกตั้งรอบนี้ “ผู้เล่นหลัก” คือ พรรคเพื่อไทย -พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย โดยที่ พรรคภูมิใจไทยเองมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพราะ “พันธมิตร” ทางการเมือง ของพรรคสีน้ำเงินนั้น ถูกมองว่าเป็น พรรคกล้าธรรมของร.อ.ธรรมนัส ที่ได้รับตั๋ว ให้เข้าร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว
จากท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูเหมือนว่าไม่เพียงแต่ตั้งเงื่อนไขกับ พรรคกล้าธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการกดดันไปยัง พรรคภูมิใจไทยว่าต้องเลือกใคร ที่จะมาร่วมรัฐบาล
การประกาศจุดยืนทางการเมืองของอภิสิทธิ์ ก่อนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง8 ก.พ. ด้านหนึ่งไม่ต่างจากการ กล้าเล่นเกมที่มีความเสี่ยงสูง แต่อีกด้านหนึ่งกำลังสะท้อนว่า เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินกระแสจนมั่นใจได้ว่า เลือกตั้งรอบนี้ ตัวเลขสส.ที่จะได้เข้าสภาฯ ต้องมากกว่า 25 ที่นั่ง เมื่อเทียบจากการเลือกตั้งเมื่อปี2566 ที่ผ่านมา ยิ่งผลจากการสำรวจผ่านโพลสำนักต่างๆ พากันชี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสได้สส.มากขึ้นทั้งปาร์ตี้ลิสต์และสส.เขต
ทั้งนี้ สูตรการตั้งรัฐบาลหลังวันที่ 8 ก.พ.นี้ แม้หลายฝ่ายจะรู้ดีว่า แต่ละพรรคได้จับมือกันอย่างหลวมๆเพื่อป้องกันความผิดพลาดแล้ว ยังมีผลในการต่อสู้ ระบบเขตเลือกตั้งอีกด้วย เพราะจะมีการ “หลบหลีก” ให้กันในเขตที่ บางพรรคเป็นพันธมิตรต่อกัน
อย่างไรก็ดีแม้การแข่งขันกันรอบนี้ เป็นเรื่องของการเมือง3ขั้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ที่วางเกมยาว เมื่อ อภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ และในท่ามกลางการเมืองที่เต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง จนยากที่จะมีใครการันตีได้ว่า “รัฐบาลใหม่” จะอยู่จนครบเทอม 4 ปีได้จริง
ดังนั้น สำหรับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว จึงถูกจับตาว่า “บทบาท” ที่จะเลือกเล่นและอาจ “ถูกที่” ถูกจังหวะเพื่อฟื้นฟูพรรค นั่นคือการทวงคืนสถานะ “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” ที่เหนือกว่า “พรรคประชาชน” เคยทำมาหรือไม่ ?
ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พร้อมจะเป็นได้ทั้งรัฐบาล แต่เป็นฝ่ายยื่นเงื่อนไข หรือความพร้อมที่จะไปทำหน้าที่ ฝ่ายค้านเพื่อเรียกคะแนน เรียกความเชื่อมั่นให้พรรคคืนฟอร์มกลับมาอีกครั้งได้อย่างแข็งแกร่ง ล้วนแล้วแต่เป็นท่าที ที่กำลังทำให้ “ว่าที่พรรคอันดับหนึ่ง” ต้องประเมินสถานการณ์ว่า จะดึงประชาธิปัตย์ไปอยู่ร่วมรัฐบาล หรือจะปล่อยเสือเข้าป่า ให้ไปเป็นฝ่ายค้าน แล้วมาชำแหละรัฐบาลใหม่กันกลางสภาฯ !







