“ยุติธรรม-ดีอี” แฉ MOU สแกนม่านตาไม่ชอบด้วยกฎหมายเพียบ พบถูกเก็บข้อมูลกว่า 1.6 ล้านคน สั่ง DSI ลุยคดีถึงที่สุด
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 69 ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร C ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ร่วมกับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore กับกระทรวงดีอี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การตรวจสอบพบความผิดปกติร้ายแรงในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นขัดระเบียบกฎหมาย และอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง จึงมีคำสั่งให้ยกเลิก MOU ดังกล่าวแล้ว และส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด
โดย นายไชยชนก ชี้แจงถึงข้อพิรุธการเร่งรัดลงนามเพียง 2 วัน และการข้ามขั้นตอนตรวจสอบ ว่าโครงการนี้เริ่มต้นจากฝ่ายการเมือง โดยพบข้อพิรุธสำคัญคือบริษัทคู่สัญญาขาดความชัดเจนในสถานะและข้อมูลพื้นฐาน ไม่มีการตรวจสอบประวัติ (KYC) ตามมาตรฐานสากล แต่กลับมีการเร่งรัดกระบวนการให้จบภายในเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งถือว่าผิดวิสัยการทำงานปกติของราชการมาก โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ได้ให้ความเห็นชอบ และมอบหมายให้ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงฯ ลงนามใน MOU อีกทั้งในวันลงนามยังปรากฏภาพบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธีด้วย
นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของอัยการสูงสุด และมีคำสั่งปิดข่าว ซึ่งการเร่งรัดทำให้เกิดการข้ามขั้นตอนที่ถูกต้องและละเลยไม่นำข้อสังเกตสำคัญของสำนักงานอัยการสูงสุดมาปรับปรุงแก้ไขในร่าง MOU ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการสั่งการให้ปกปิดข่าวการลงนาม ไม่ให้มีการประชาสัมพันธ์ตามปกติ ทำให้หน่วยงานตรวจสอบภายในไม่ทราบเรื่องและไม่สามารถทำหน้าที่กลั่นกรองความเสี่ยงได้ทันท่วงที
นายไชยชนก เผยอีกว่า ความเสี่ยงของการสแกนม่านตานั้น เทียบเท่า DNA และอาจถูกโจรกรรมข้อมูล และที่น่าห่วงคือบริษัทดังกล่าวได้เก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลด้วยการ "(his Scan)" ของประชาชนไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคน โดยอาจมีผู้บริหารในกระทรวงฯ รู้เห็นเป็นใจ ทั้งนี้ ข้อมูลม่านตานี้เทียบเท่ารหัสพันธุกรรม (DNA) ระบุตัวตนได้แม่นยำ หากข้อมูลรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จะเกิดความเสียหายต่อประชาชนและกระทบความมั่นคงของรัฐเช่น การนำไปสวมรอยตัวตนเพื่อก่ออาชญากรรม
"สำหรับผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองข้าราชการ หรือเอกชน กระทรวงดีอีได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งให้ DSI ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ส่วนข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัยและลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด" รมว.ดีอี กล่าว
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ดีเอสไอได้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ ตั้งแต่ต้นธันวาคม 2568 อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน
ส่วน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว ระบุว่า ข้อมูลม่านตาดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น แต่ทางการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่ากลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอมในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าการดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือนทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนยังพบว่า กลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเข้าข่าย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว
ทั้งนี้ จากการที่ DSI ได้เข้าค้นบริษัทเป้าหมายแล้ว 5 แห่ง มีข้อมูลบริษัทที่นำเข้าเครื่องสแกนม่านตาแล้ว และพบความผิดปกติว่ามีการดำเนินการสแกนม่านตามาก่อนตั้งแต่ ก.พ.68 ในขณะที่เอกสารนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา 248 เครื่อง ระบุเดือน มิ.ย.68 จึงส่อว่าไม่สุจริต โดยมีสัญญาดำเนินการ 208 วัน พบดำเนินการไป 93 วัน สแกนม่านตาไปประมาณ 1,017,000 ราย ซึ่งมีเอกสารที่ยังไม่พบอีก 2 เดือน คาดว่าอาจมีการสแกนม่านตาไปแล้วกว่า 1.6 ล้านราย อย่างไรก็ตาม การสอบสวนสามารถระบุกลุ่มผู้กระทำผิดได้แล้ว และจะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเพิ่มเติม หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป รวมทั้งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินการอันจะอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะดำเนินการตามกฏหมาย เรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบต่อไป
สำหรับเครื่องสแกนม่านตานำเข้าจากเยอรมัน ซึ่งดีเอสไออยู่ระหว่างประสานบริษัทขอข้อมูลเกี่ยวกับเครื่อง โดยพฤติการณ์ที่เกิดจาก MOU คือการให้สแกนม่านตาแลกรับเหรียญคริปโต 50 เหรียญ โดยให้ก่อน 30 เหรียญ จากนั้นจะให้เล่นเกมส์และมีผู้เข้าซื้อคริปโตในกลุ่มดังกล่าว โดยผู้แทน กลต.แถลงระบุว่าเหรียญคริปโตดังกล่าวปัจจุบันยังมีการซื้อขายหมุนเวียนในตลาด ภายใต้สถานการณ์แจ้งเตือนที่เหมาะสม
#MOUสแกนม่านตา #กระทรวงดีอี #กระทรวงยุติธรรม #DSI #ข้อมูลส่วนบุคคล #ความมั่นคงไซเบอร์ #Worldcoin #ข่าวการเมือง #ข่าวความมั่นคง #คดีพิเศษ








