วันนี้ของพรรคสีฟ้า คือ “ประชาธิปัตย์” ไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยความหวังว่าการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคมีโอกาสทำแต้มได้มากกว่าเดิม เมื่อคราวเลือกตั้งสส.2566
แม้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ถูกจัดเอาไว้ในฐานะ หนึ่งในสามขั้วการเมือง ที่เปิดหน้าสู้กันดุเดือด แต่การจ่อคิว ชิงเก้าอี้พรรคอันดับ 4 พาสส.เข้าสภาฯ ได้มากกว่า 25ที่นั่ง ซึ่งเป็นสถิติเมื่อ2ปีก่อน ดูจะเป็นทั้งโอกาสและการรับแรงกดดัน ในคราวเดียวกัน
การกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ในการสนามเลือกตั้งปี 2569 ย่อมต่างออกไปจากคราวที่เขาเองนำทัพลงสนามเมื่อปี 2562 โดยรอบนั้นมี “กระแสลุงตู่” ที่ทำเอาพรรคสีฟ้าถึงกับซวนเซ
แต่สนามเลือกตั้ง 8ก.พ.69 พรรคประชาธิปัตย์กลับมาด้วย “ฟอร์ม” ที่สดกว่าเก่า อย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเมื่ออภิสิทธิ์ เองยังเดินสายทั้งหาเสียงในพื้นที่ ไปจนถึงการขึ้นเวทีดีเบต โชว์วิสัยทัศน์ แข่งกับทุกพรรคการเมือง
แน่นอนว่าทุกความเคลื่อนไหวของอภิสิทธิ์ ได้ส่งผลทำให้ “กระแส” กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่กทม.และจังหวัดใหญ่ๆในภาคใต้
การเลือกตั้งครั้งนี้ 3 ขั้วการเมืองหลัก ช่วงชิงกันอย่างดุเดือด ทั้ง “เพื่อไทย-ประชาชน-ภูมิใจไทย” แม้กระแสของพรรคเพื่อไทย และประชาชน จะแผ่วลงในบางห้วงบางตอน แต่จนถึงนาทีนี้ยังไม่มีใคร “ประมาท” กันได้ เพราะโอกาสที่พรรคใด พรรคหนึ่งจะ “ชนะขาด” กลายเป็นพรรคอันดับ 1 ได้สส. พรรคเดียวเกิน 250ที่นั่ง นั้นเป็นไปไม่ได้ !
ดังนั้นเท่ากับว่า หลังการเลือกตั้ง การจับมือตั้งรัฐบาลผสม จึงเป็นโจทย์ใหญ่ ว่าที่สุดแล้ว “ใคร” จะเลือกจับมือกับ “ใคร” โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ เอง ที่ต้องการ “เล่นเกมยาว” มองไกลไปถึงการฟื้นฟูพรรค ให้กลับมาแข็งแกร่ง
สูตรการจัดตั้งรัฐบาล ถูกประเมินและคาดการณ์ผ่านกูรูหลายสำนัก ว่า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ต้องพิจารณาต่อไปอีกว่าจะเลือกพรรคกล้าธรรม “พันธมิตร” เก่าที่ต่างยืนตรงข้ามกับ พรรคเพื่อไทย หรือ พรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่หากพรรคประชาชน กลายเป็นพรรคอันดับ 1 นำการตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ จะเลือกไปอยู่กับพรรคส้ม หรือไม่ เพราะยังมี “ประเด็นอ่อนไหว” ที่พร้อมจะถูกจุดขึ้นมา “เขย่า” พรรคประชาชน ในวันข้างหน้าได้อีก
สถานการณ์ทางการเมืองไทย วันนี้จึงไม่ใช่แค่ “คณิตศาสตร์” ดูจากตัวเลข สส. เท่านั้น โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เอง เมื่อต้องถึงเวลาเลือก ในฐานะพรรคอันดับ 4 !







