นักการเมือง นักเลือกตั้งตัวจริง เสียงจริง อาจเพียงแค่ “เงี่ยหูฟัง” หรือ “หรี่ตา” ผลการสำรวจ จากหลากหลายสำนัก ในนามโพลต่างๆ เท่านั้น เพราะย่อมรู้ว่า “โพลจริง” ที่แต่ละพรรคซุ่มทำกันในทางลับนั้นสะท้อนได้ทั้งจุดอ่อน จุดแข็งได้ชัดเจน ชนิดที่ว่า เขตเลือกตั้งไหน “คะแนนไม่ขึ้น” สมควร “ลอยแพ” ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทสรรพกำลัง ลงไปให้สิ้นเปลืองด้วยซ้ำ
แม้การเลือกตั้งจะสู้กันที่ “นโยบาย”ว่าพรรคไหน สามารถเสนอสิ่งที่เป็นไปได้ ทำได้จริงแล้ว “กระแส” ของตัว “แคนดิเดตนายกฯ” ไปจนถึง “ผู้สมัครไ ที่จะเป็นปัจจัยชี้วัดเพื่อ “ชิงคะแนนเสียง” กันแล้ว ยังน่าสนใจว่า การเปิดปฏิบัติการ ในช่วง “โค้งสุดท้าย” ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ อะไรคือ “ไพ่ตาย” ที่จะถูกนำออกมา
การเลือกตั้งครั้งนี้ แตกต่างไปจากเมื่อปี 2566 อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก ในแต่ละภาค แต่ละสนาม กลายเป็น “พื้นที่” ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ หรือ “เจ้าถิ่น” เมื่อพรรคหน้าใหม่ กล้าที่จะ “บุก” เข้าไปหาเสียงและประกาศพร้อมปักธง ในแหล่งเจ้าถิ่น
อีกทั้งศึกรอบนี้ยังเป็น “ศึกสามเส้า” แข่งกันระหว่าง “พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน-พรรคภูมิใจไทย” ขณะที่เมื่อปี2566 เป็นการชนกันของสีแดงกับสีส้ม เป็นหลัก แต่รอบนี้ พรรคภูมิใจไทย พาสชั้นจากพรรคขนาดกลาง ขึ้นมารอชิงธงเป็นพรรคใหญ่ โดยใช้วิธี “ดึงบ้านใหญ่” เอาไว้ในมือก่อนวันยุบสภาฯ นำร่องไปล่วงหน้า
แต่การชิงกันระหว่าง 3 เส้า 3 ขั้วสี เช่นนี้ ทำให้ต่างฝ่าย ต่างเร่ง เปิดเกมก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้าย 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง !
การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “ธนกร วังบุญคงชนะ” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ไปหาเสียง ตลาดบางน้ำผึ้ง สมุทรปราการ นอกจากเป็นการเดินสายขอคะแนนเสียงแล้ว ยังส่งสัญญาณว่าขอให้ชาวสมุทรปราการ เลือกแบบมียุทธศาสตร์ !
“เลือกตั้งรอบนี้ พี่น้องชาวสมุทรปราการต้องเลือกด้วยยุทธศาสตร์นะครับ กาเลือกนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ผู้สมัคร ส.ส.เขตของพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังต้องกาเลือกบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยหมายเลข 37 เท่านั้นด้วย เพราะรอบนี้จะแบ่งใจไปให้ใครไม่ได้แล้วครับ ถ้าอยากให้นโยบายดีๆ ของพรรคภูมิใจไทยที่คิดมาเพื่อประชาชนเกิดขึ้น นายกฯ ต้องชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูลเท่านั้น” (18 ม.ค.69)
อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งในเชิงยุทธศาสตร์ ในมุมของธนกร คือการเลือกตั้งสส.และเทคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพื่อผลักดันให้อนุทิน ได้กลับมาเป็นนายกฯรอบที่ 2 นั้น อาจเป็นเพียง “มุมเดียว”
เนื่องจาก ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้การเมืองจะเห็นว่าเป็นการสู้กันของ 3ขั้ว แต่อย่าลืมว่า ใน 3 ขั้วนี้ยังถูกแบ่งออกเป็น “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ซึ่งมี พรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทน ขณะที่พรรคประชาชน ถูกจัดให้อยู่ตรงข้ามในฐานะ “ฝั่งประชาธิปไตย” ส่วน พรรคเพื่อไทย อยู่ตรงกลางของการต่อสู้ ระหว่างส้มกับสีน้ำเงิน
ดังนั้นหากใช้การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในรอบนี้ การเลือกแบบยุทธศาสตร์ สำหรับพรรคภูมิใจไทย แล้ว การได้คะแนนสส. จำนวนมากอาจเป็นเพียง เงื่อนไขหนึ่งของการเป็นการแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ ณ เวลานี้ ฝั่งอนุรักษ์นิยม กำลังจับขั้วให้แล้วว่า พรรคไหน ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน เพื่อ “โดดเดี่ยว” พรรคฝั่งประชาธิปไตย อย่างพรรคส้ม กันตั้งแต่ยังถึงวันหย่อนบัตร 8 ก.พ.หรือไม่
ทว่าลำพังการโดดเดี่ยว พรรคส้ม ยังเป็นแค่สเต็ปแรก เพราะการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่จะต้องแก้โจทย์ให้ได้ว่าทำอย่างไร จึงจะผลักดัน พรรคภูมิใจไทย และอนุทิน ให้กลับเข้าทำเนียบฯ ในฐานะพรรคอันดับ 1
ด้วยเหตุนี้จึงอาจต้องกลับมาใช้การเทคะแนน ให้พรรคสีน้ำเงิน เป็นหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา “เสียงแตก” จนฝั่งอนุรักษ์นิยม พ่ายกันหมดทั้งกระดาน และมีความเป็นไปได้สูงว่าการใช้ยุทธศาสตร์ หนุนอนุทิน และภูมิใจไทย จะเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่อการวิ่ง 4 คูณ 100 เข้าสู่ไม้สุดท้าย !








