บอย อินชัวร์
ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเวทีประชุม OIC MEET CEO 2026 ที่มีนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานการประชุม ร่วมกับ นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน คปภ. ผู้บริหารสมาคมประกันชีวิตไทย ผู้บริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย และผู้บริหารบริษัทประกันภัย รวมถึง นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และนายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย ที่ได้รับเข้าร่วมประชุมเป็นปีแรก โดยเวทีประชุมปีนี้จัดให้มีขึ้นรับศักราชปีใหม่หรือปีม้าปีนี้ในวันที่ 5 มกราคม 2569 ณ อาคารเอนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
โดยบรรยากาศการจัดประชุมในปีนี้เป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยไม่มีกรณีพิพาท ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้งานประชุมเช้าเปิดมาเวลา 09.00 น.และปิดประชุมลงไปอย่างราบรื่นและเร็วกว่าทุกปี ซึ่งปกติจะเลิกประชุมราว 18.00 น.เศษ แต่ปีนี้กลับเลิกราวเวลา 16.00 น.เศษ
ทั้งนี้เนื้อหาสาระสำคัญหลักๆในการประชุมได้มีหยิบยกประเด็นรายละเอียดในสิ่งที่คปภ.และภาคธุรกิจประกันจะเดินหน้าดำเนินการตลอดแผนพัฒนาฉบับที่ 5 ของคปภ.กำหนดไว้ให้ที่ประชุมรับทราบ จากนั้นจึงเข้าเรื่องถึงประเด็นต่างๆที่คปภ.ได้ดำเนินการถ่ายทอดถึงพันธกิจที่คปภ.ได้วางหมุดหมายในหลากหลายเรื่องไปแล้วตลอดทั้งปี 2568 โดยที่ประชุมได้หารือในวาระสำคัญ 3 หัวข้อหลัก ดังนี้
1.เสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงระยะยาวของอุตสาหกรรมประกันภัย นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการยกระดับการบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทประกันภัย โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม (Enterprise Risk Management : ERM) และการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงิน (Own Risk and Solvency Assessment : ORSA) ควบคู่กับการติดตามแนวทางกำกับดูแลภายหลังการผ่อนคลายการนำส่งแบบประเมิน Examination Form และแนวปฏิบัติกรณีบริษัทประกันภัยไม่นำส่งงบการเงินตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
2.การขับเคลื่อนการเข้าถึงประกันภัยและยกระดับกลไกการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชน ที่ประชุมได้หารือการปรับปรุงความคุ้มครองและมาตรฐานการประกันสุขภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ และ3.การยกระดับประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลในภาคธุรกิจประกันภัย ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์การนำส่งข้อมูลด้านการประกันภัยเข้าสู่ระบบ Insurance Bureau System (IBS) ความคืบหน้าการพัฒนาการให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับภาคการเงินในรูปแบบ Open Data และ Open Insurance รวมถึงการขับเคลื่อนระบบ e-Policy
ทั้งนี้แหล่งข่าวจากผู้บริการระดับสูงหรือCEO รายหนึ่งที่เข้าร่วมเวทีประชุมครั้งนี้ เผยว่า ที่ประชุมได้พูดคุยในหลายประเด็นที่หลากหลายมาก และเป็นประเด็นร้อนแรงของธุรกิจประกันก็ว่าได้ ไม่ว่า จะเป็นในนโยบายปรับปรุงแนวทางปฏิบัติด้านคนกลางประกันภัยที่ภาพรวมภาคธุรกิจค่อนข้างจะซีเรียจเป็นอย่างมาก จากกรณีตัวแทนทุจริตหรือฉ้อฉลประกันภัย โดยคปภ.จะมีมาตรการเดินหน้าในเร็วๆนี้ตามมาเป็นลำดับอย่างเช่น การประสานงานไปยังหน่วยงาน MAS ของสิงคโปร์ หรือ Monetary Authority of Singapore (องค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินและทำหน้าที่เหมือนธนาคารกลางของสิงคโปร์ และมีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายการเงิน ระบบการเงิน และสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธนาคาร การประกันภัย และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อขอความร่วมมือในการกำกับดูแลในการดำเนินการขั้นเด็ดขาดสำหรับการเพิกถอนใบอนุญาตคนกลางประกันภัย หากพบว่ามีคนกลางฯที่เป็นชาวสิงคโปร์เข้ามาขายประกันในประเทศไทย
ขณะเดียวกันทางคปภ.ยังเตรียมประสานงานไปยังค่ายสื่อโซเซียลมีเดียยักษ์ใหญ่ทั้ง Google (กูเกิ้ล) และ Apple (แอปเปิ้ล) เพื่อจะประสานขอให้ทั้งสองค่ายลบแอปพลิเคชั่นในการขายประกันจาก PLAY STORE และ APP STORE เพื่อไม่ให้คนไทยสามารถโหลดทั้งสองแอปฯดังกล่าวได้ ยกเว้นสามารถโหลดได้แต่แอปฯโบรกเกอร์หรือบริษัทนายหน้าประกันภัยของไทยเท่านั้น
รวมถึงกรณีการรับจ่ายเงินโอนเงินของลูกค้าประกัน ทางสำนักงานคปภ.ได้มีนโยบายเห็นตรงกันกับภาคธุรกิจประกันแล้วว่า จะไม่ให้โอนจ่ายเงินกรณีชำระค่าเบี้ยประกันผ่านบัญชีตัวแทนบุคคลธรรมดาโดยตรง หรือกระทั่งนายหน้าประกันบุคคลธรรมดา โดยจะต้องโอนผ่านบัญชีของบริษัทประกันรายนั้นๆโดยตรง ยกเว้นหากเป็นกรณีบริษัทนายหน้าประกันที่เป็นนิติบุคคลสามารถกระทำได้ นอกจากนี้ทางคปภ.ได้พูดคุยถึงแนวทางร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยระบุให้บริษัทประกันทุกแห่งจะต้องแจ้งสาระสำคัญในกรมธรรม์ไว้เลยว่า อะไรคุ้มครอง และอะไรไม่คุ้มครอง พร้อมกับแจ้งสาเหตุของการไม่คุ้มครองเพราะเหตุผลอะไร โดยได้ขอให้ทุกแห่งทำให้มันชัดเจน
สำหรับแนวทางปฏิบัติในเรื่องออกกรมธรรม์ E-POLICY นั้น สำนักงานคปภ.ต้องการให้ทุกบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยจะต้องดำเนินการออกกรมธรรม์ในรูปแบบ E-POLICY แก่ลูกค้าเป็นแนวปฏิบัติบรรทัดฐานเดียวกันให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569 สำหรับกรมธรรม์ประกันทั้ง 4 ประเภทรับประกัน ได้แก่ กรมธรรม์ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ กรมธรรม์ประกันชีวิต กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) และกรมธรรม์ประกัน Personal Line ประเภทอื่นๆ พร้อมทั้งยังให้ทุกบริษัทต้องมีการคีย์เข้าสู่ระบบคัสโตเดียนเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน Data Base ให้ผู้เอาประกันสามารถคลิกเข้าไปดูข้อมูลตัวเองได้อีกทางด้วย หลังจากประกันพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถได้นำร่องนำระบบ E-POLICY มาใช้ และมีผลใช้ในการออกกรมธรรม์พรบ ฯ E-POLICY แก่ลูกค้าที่ซื้อพรบ.ฯไปเรียบร้อยแล้วนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนี้ขาดเพียง 4 บริษัทที่ยังไม่ผ่าน เนื่องจากระบบยังพัฒนาไม่เรียบร้อย
อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจประกันภัยต่างใจจรดใจจ่อให้ความสำคัญในการรับฟังอย่างสนใจเป็นอย่างมาก เห็นจะเป็นกรณีคปภ.กล่าวถึงความจำเป็นต้องมีเสถียรภาพความมั่นคง และปรับตัวได้เท่าทันความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยคปภ.ย้ำว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการกำกับบริษัทประกันภัยแบบรวมกลุ่ม (Group Wide Supervision) ในระดับ Solo Consolidation ที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติกรรมการ แนวทางการติดตามการถือหุ้นธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และในระดับ Full Consolidation จะมีการพิจารณาหารือกับหน่วยงานการกำกับดูแลภาคการเงิน/ภาคการประกันภัยจากในประเทศและต่างประเทศ เพื่อกำหนดหลักการกำกับดูแลในระดับ Full Consolidation ซึ่งจะครอบคลุมการกำกับบริษัทที่เป็นบริษัทแม่ของบริษัทประกันภัย รวมถึงบริษัทร่วมและบริษัทที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 รวมทั้งยังได้เน้นย้ำให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงของบริษัทประกันภัย (All Risks Calibration / Catastrophe Risk / Group Capital – for Group Risk) และมีการปรับเพิ่มอัตราการวางเงินสำรอง UPR โดยจะมีการยกระดับการจัดกลุ่มบริษัทตามศักยภาพในการดำเนินงานและความมั่นคงของบริษัท โดยมีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้
"ต่อไปคปภ.เข้มงวดมากขึ้น กับกำกับดูแลด้านลงทุนของบริษัทประกัน คปภ.จะให้ความสำคัญติดตามดูแลใกล้ชิดบริษัทแม่ที่เข้ามาลงทุนในบริษัทประกันด้วย จากปีที่แล้วได้กำกับลงลึกดูแลบริษัทลูกที่บริษัทประกันต่างๆเข้าไปลงทุน และต้องมีการทำรายงานเสนอส่งให้สำนักงานคปภ.ให้ทราบด้วยว่าเข้าไปทำธุรกรรมอะไร พร้อมกับให้มีการทบทวนการคำนวณค่าความเสี่ยงRisk Charge ต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของตลาดหรือสภาพเป็นไปปัจจุบัน ไมว่า Risk Charge ทางการตลาด การรับประกัน หรือการลงทุนและอื่นๆ หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมาได้มีการทบทวน Risk Charge ของสินทรัพย์ลงทุนบางตัวในหุ้นหรือหลักทรัพย์ไปบ้างแล้ว"แหล่งข่าวจากผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคปภ.รายหนึ่ง กล่าวให้ฟัง
อีกประเด็นที่เป็นไฮไลท์สำคัญที่พูดกันและกังวลกันมากก็คือ แนวทางปฎิบัติสำหรับดูแลตลาดประกันสุขภาพให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งภาคํุรกิจต่างก็รอลุ้นกันว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้กรมการค้าภายในและสมาคมรพ.เอกชนได้ร่วมกันกับสมาคมประกันชีวิตไทยลงนามMOU ร่วมกันเสร็จสิ้นลงไปแล้วปลายปีที่แล้ว และคปภ.อนุญาตให้ออกกรมธรรม์ขึ้นมาเฉพาะสำหรับเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีเข้าใข้บริการรักษาพยาบาลในรพ.ของรัฐเพิ่มเติม โดยจะอนุญาตให้คนไข้ที่เป็นลูกค้าประกันสามารถนำใบสั่งซื้อยาที่แพทย์รพ.สั่งนั้นๆนำมาซื้อยาจากข้างนอกรพ.ในราคาถูกลง เบื้องต้นสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อจากภายนอกรพ.ได้นั้น สธ.และสมาคมประกันขีวิตไทยได้ตกลงพัฒนาร่วมกับรพ.รัฐ 28 แห่งไปก่อนหน้านี้เพื่อใช้นำร่อง เพื่อยกระดับบริการให้ทันสมัย โปร่งใส รองรับประกันสุขภาพภาคสมัครใจ(เอกชน)ไปแล้ว เพียงแต่ทั้ง 28 รพ.ดังกล่าวจะต้องมีการบริการพิเศษเพิ่มเติมให้ และมีการจัดตั้งแผนกมารองรับบริการให้กลุ่มคนกลุ่มนี้ต่อไป
ในทางกลับกัน ทางฟากสมาคมประกันวินาศภัยไทยก็เช่นกัน กลับยืนยันว่า จะมีแนวทางที่ต่างจากประกันชีวิตออกไป โดยยังยันยันว่าจะให้ลูกค้าสามารถใช้บริการกับรพ.รัฐและเอกชนที่มีอยู่ปัจจุบันทั้งหมด จากนั้นจะเข้าไปดูแลติดตามจากข้อมูลสถิติต่อไป หากพบว่า สถานพยาบาลหารือรพ.ไหนมีเกณฑ์ควบคุมค่ารักษาพยาบาลได้ ก็จะร่วมมือกับรพ.นั้นๆ เพื่อจะส่งผลดีทำให้บริษัทคิดเบี้ยประกันได้ถูก โดยไม่ต้องมาปรับเบี้ยฯขึ้นอยู่ตลอด
บทสรุปจากการที่คปภ.จุดประกายแนวทางผ่านเวที OIC MEET CEO รับเปิดศักราชใหม่ต้นปีม้านี้ ก็คงต้องเป็นที่จับตากันดูต่อไปแล้วว่า หลากหลายประเด็นที่ OIC ฟุ้งวาดฝันไว้ให้กับCEO ทั้งหลายกันไว้นั้นจะสัมฤทธิ์ผลและลุล่วงลงไปได้ตามที่คาดหวังกันได้จริงหรือไม่ เพราะต้องอย่าลืมว่า ภายใต้เปลี่ยนรัฐนาวาใหม่หลังผ่านการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ2569นี้ไปแล้ว นั่นจะมีผลต่อการผันแปรและไม่เสถียรของทิศทางนโยบายคปภ.ที่คุยฟุ้งในเวทีประชุม OIC MEET. CEO 2026
ดังนั้นตลอดถนนหนทางนับจากนี้ไปคงไม่ได้ราบรื่นสวยงาม หรือโรยด้วยดอกกุหลาบอย่างที่คิด และอะไรจะเป็นปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมประกันภัยไม่สามารถเดินสู่เป้าหมายฝั่งฝัน คงต้องจับตากันดู อย่ากระพริบ ในปีม้าไฟ








