บทความ บทวิเคราะห์

เวลารักษาทุกสรรพทุกข์

แชร์ข่าว

คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล 

เรื่อง “ความทุกข์” นั้นมีอยู่ในทุกวงการ และวิธีการรักษาก็มีหลากหลาย ที่เป็นวิทยาศาสตร์ก็อาจจะเป็นการแพทย์ ถ้าเป็นจิตศาสตร์ก็นิยมใช้พระศาสนา รวมถึงที่ใช้สภาพแวดล้อมบางอย่าง อย่างเช่น “เวลา” นี้ 

ความทุกข์ที่จะพูดถึงในวันนี้คือ “ความทุกข์ของบ้านเมือง” โดย “บ้านเมือง” ในที่นี้มีความหมายกว้างออกไปจากตัวบ้านหรือเมืองที่เราอาศัยอยู่กินนอน แต่หมายถึงประเทศชาติหรือแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันของคนชาติหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ “ประเทศไทย” ความทุกข์ในที่นี้จึงหมายถึงความทุกข์ของคนไทยและประเทศไทยนั่นเอง 

สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็ก เมื่อ 60 ปีก่อน ความทุกข์ของประเทศไทยคือ “ความทุรกันดาร” โดยเฉพาะในชนบท การคมนาคมไปมาหาสู่กันลำบากมาก รถไฟแม้จะมีมานานแต่ก็มีแต่ผ่านเมืองใหญ่ ๆ ถนนเชื่อมโยงไปจังหวัดต่าง ๆ ก็มีไม่มาก แม้แต่ถนนสายใหญ่ ๆ สี่สาย คือ พหลโยธิน เพชรเกษม สุขุมวิท และมิตรภาพ ก็เป็นเพียงสองเลนไปกลับ ส่วนความแห้งแล้งนั้นมีเป็นปกติ เขื่อนต่าง ๆ ก็เพิ่งสร้าง น้ำประปาก็มีแต่ในตัวจังหวัด โรงพยาบาลนั้นยิ่งแย่ หลายแห่งยังเป็นได้แค่สุขศาลา ส่วนโรงเรียนก็อัตคัด ถ้าจะเรียนให้จบมัธยมก็ต้องเข้ามาเรียนในตัวจังหวัด 

พอผู้เขียนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ความทุกข์อันเนื่องด้วยความทุรกันดารนั้นก็ลดลง แต่มีความทุกข์ใหม่ที่ขยายตัวขึ้นจากการพัฒนาของบ้านเมือง ที่มุ่งสร้างถนนหนทางและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่มีความเจริญทางวัตถุมากขึ้น แต่กลับมีความทุกข์ทางจิตใจมากขึ้น ที่นักพัฒนาเรียกว่า “ความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งสาเหตุเกิดจาก “โง่ จน เจ็บ” คือ การศึกษาน้อย เศรษฐกิจไม่ดี และความเจ็บไข้ได้ป่วย 

ผู้เขียนจบปริญญาโทใน พ.ศ. 2528 ประเทศไทยค้นพบก๊าซในอ่าวไทย มีการสร้างงานขนานใหญ่เกี่ยวกับ ปิโตรเคมี เรียกว่ายุค “โชติช่วงชัชวาล” ความทุกข์เรื่อง “โง่ จน เจ็บ” ก็เบาบางไป จนถึง พ.ศ. 2544 ก็เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ทักษิณฟีเวอร์” อันเกิดจากนโยบายประชานิยมของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่ที่โดดเด่นก็คือ “ยุทธศาสตร์ดับทุกข์ของประเทศ” คือ ปราบความยากจน ปราบยาเสพติด ปราบผู้มีอิทธิพล และปราบคอร์รัปชัน ทำให้ชื่อเสียงของนายกรัฐมนตรีคนนี้ “โด่งดัง” ติดหูตลอดมา (แม้จะทำในสิ่งตรงข้ามในทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ - ฮา) 

มาถึงวันนี้ ผู้เขียนเกษียณออกมาจากราชการได้หลายปี ทุกข์ของประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไป เข้าใจว่าที่มีปัญหามาก ๆ ก็คือเรื่อง “ความทุกข์ทางเศรษฐกิจ” โดยนักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ความสามารถในการแข่งขัน” คือประเทศไทยค่อนข้างด้อยความสามารถที่จะพัฒนาเศรษฐกิจเท่าเทียมประเทศอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ก็ต่ำ การลงทุนจากต่างประเทศก็ถดถอย การบริโภคในประเทศก็ฝืดเคือง รวมถึงนักท่องเที่ยวและการบริการที่เกี่ยวข้องก็ลดลง แต่กระนั้นถ้าเทียบกับ “ความทุกข์ทางการเมือง” ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักรัฐศาสตร์ มองว่าความทุกข์ทางเศรษฐกิจนั้น “เป็นเด็กเบบี๋” ไปเลย เมื่อเทียบกับความทุกข์ทางการเมือง 

ทุกข์ทางการเมืองของประเทศไทยคือ “วงจรอุบาทว์” ซึ่งความทุกข์นี้เป็นทุกข์แบบ “มหาอมตะนิรันดร” ที่แตกต่างจากทุกข์ทางเศรษฐกิจอย่างลิบลับ เพราะปัญหาเศรษฐกิจนั้นสามารถแก้ไขและคลี่คลายไปได้ โดยระบบเศรษฐกิจโลกนั่นเองที่มีส่วนผลักดัน เมื่อใดก็ตามถ้าระบบเศรษฐกิจโลกเป็นระเบียบเรียบร้อยดี เศรษฐกิจไทยก็ดีไปด้วย แต่ถ้าเมื่อใดถ้าเศรษฐกิจโลกวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ อย่างเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ เศรษฐกิจของประเทศไทยก็ซวนเซย่ำแย่ตามไปด้วย เพราะว่าระบบเศรษฐกิจของเราต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก นั่นคือเศรษฐกิจของเราแปรเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจของโลก 

โดยหลักเศรษฐศาสตร์แบบ Globalism หรือโลกาภิวัตน์นี้ กล่าวว่า “เศรษฐกิจโดยรวมจะพัฒนาดีขึ้นตามเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจาก ไม่มีประเทศใดที่จะยอมตกต่ำ หรือยอมให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหายไปเรื่อย ๆ จึงมีความพยายามของแต่ละประเทศที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ที่มีพลังมากก็คือความช่วยเหลือเกื้อกูลกันจากนานาชาติ เพราะถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ก็จะดึงดูดกันให้ร่วมมีเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไปด้วย” 

พูดง่าย ๆ ก็คือ เวลาที่ประเทศใดมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ประเทศนั้นจะได้รับการยื่นมือเข้ามาช่วยจากประเทศต่าง ๆ เสมอ เพื่อไม่ให้ปัญหาของประเทศนั้นไปกระทบเป็นลูกโซ่ถึงประเทศอื่น ๆ ด้วย ต่างจากปัญหาทางการเมือง ที่ไม่ค่อยจะมีประเทศอื่นข้างนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยเป็นมารยาทหรือกติกาในเวทีระบบการเมืองโลกว่า ปัญหาการเมืองของประเทศใดก็ให้ประเทศนั้นรับผิดชอบ และถ้าประเทศอื่นเข้าไปยุ่งด้วยก็จะกลายเป็นการแทรกแซง ทำให้ปัญหาการเมืองในแต่ละประเทศนั้นแก้ไขได้ยาก เพราะต้องแก้ไปตามลำพัง ซึ่งถ้าได้รัฐบาลและผู้นำที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าได้ผู้นำที่แย่ก็จะยิ่งแย่ เพราะไม่มีใครที่คิดจะเข้ามาช่วยเหลือนั่นเอง 

สรุปไทม์ไลน์ย่อ ๆ ว่า ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. 2475 ถึงวันนี้ พ.ศ. 2569 ก็เป็นเวลา 94 ปี มีการเลือกตั้งเฉพาะการเลือกตั้งทั่วประเทศมาทั้งหมด 26 ครั้ง และการรัฐประหารเฉพาะที่ทำสำเร็จ อีก 13 ครั้ง แต่ถ้านับเวลาที่ทหารเป็นนายกรัฐมนตรีเทียบกับที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งแล้ว ทหารจะเป็นนายกรัฐมนตรีนานกว่าเกือบเท่าตัว เพราะในช่วงที่มีการเลือกตั้งก็ต้องเชิญทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนล่าสุดคือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น

 สภาพการณ์ที่มีรัฐประหารสลับเลือกตั้งนี้ อาจารย์ที่สอนรัฐศาสตร์ให้กับผู้เขียน เมื่อครั้งที่เป็นนิสิตปี 1 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2519 คือท่านอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ท่านตั้งชื่อว่า “วงจรอุบาทว์” อุบาทว์แปลว่าความชั่วความเลว ไม่ดีงาม การมีรัฐประหารบ่อยครั้งก็นับว่าเลวเป็นอย่างมากแล้ว แต่ในเวลาที่มีการเลือกตั้งก็ยังมีการทหารที่เป็นเผด็จการนั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ก็ยิ่งเลวยิ่งกว่า ซึ่งสิ่งนี้ได้สร้างปัญหาให้กับการเมืองการปกครองไทยมาก เพราะทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่พัฒนา กลายเป็นว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นโดยตลอด โดยเฉพาะการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตคอร์รัปชัน และหาประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ที่สุดทหารก็ต้องเข้ามาจัดการ “ดูแลประเทศ” จนคนไทยจำนวนมากเชื่อไปว่า ประเทศไทยขาดทหารไม่ได้ และนักการเมืองนั้นเลวสุด ๆ 

ความทุกข์ทางการเมืองของประเทศไทยจึงเกิดขึ้นเพราะเกิดระบบ “ผิดฝาผิดตัว” ในระบอบประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารประเทศคือคณะรัฐมนตรีนั้นต้องเป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เมื่อเรายังยกย่องและต้องอาศัยทหารมาปกครองดูแลนักการเมือง เราจึงยังไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบที่เรียกกันในวงวิชาการรัฐศาสตร์ว่า “อำนาจนิยม” แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า “นิยมชมชอบผู้มีอำนาจ” นั่นเอง 

มีความเชื่อกันว่า “ทุกข์ทางการเมือง” สามารถรักษาได้ด้วย “เวลา” เช่นกัน ตอนที่เรียนมาท่านอาจารย์ที่สอนวิชาพัฒนาการเมืองการปกครองไทยท่านก็บอกว่า ประเทศอังกฤษกว่าจะเป็นประชาธิปไตยก็ใช้เวลาเป็นร้อยปี หรืออย่างสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสนั้นก็สร้างประชาธิปไตยจากการทำรัฐประหาร กว่าจะเรียบร้อย (เป็นประชาธิปไตยและมีเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ) ก็ใช้เวลาหลายสิบปีเช่นกัน ฉะนั้นขอให้พวกเรา (นิสิตที่เรียนอยู่) ใจเย็น ๆ แต่นี่ประชาธิปไตยของไทยก็ก่อตั้งมาเกือบจะร้อยปีอยู่รอมมะร่อ และมีรัฐประหารมาสิบกว่าครั้ง ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสียที 

บทความนี้เขียนหลังวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยบางจังหวัดที่มีการลงคะแนน “ไม่เรียบร้อย” แต่ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าที่ กกต. ได้จัดการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น “ไม่เรียบร้อย” จริง ๆ จนทำให้ผู้รู้หลาย ๆ คนเตือนว่าอาจจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็เป็นข่าวดีของคนที่เชื่อว่า “เวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น” อย่างผู้เขียนคนหนึ่งนี้ซึ่งก็มีความเชื่ออย่างนั้นด้วย 

ท่านอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช อีกนั่นแหละที่บอกกับนิสิตที่เรียนวิชาหลักรัฐศาสตร์ว่า การเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ใช้เงินมาก ยิ่งประเทศไทยที่มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันเยอะ เลือกตั้งครั้งหนึ่ง ๆ จะใช้เงินกันเยอะมาก เลือกไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวคนที่เอาเงินมาซื้อเสียงก็ต้อง “หมดตัว” เข้าสักวัน แล้วเมื่อนั้นประชาธิปไตยของไทยก็จะดีขึ้นเอง 

ตอนที่ท่านพูดคงไม่ได้นึกถึงนักการเมือง “พันธุ์ตั๊กกี้” ที่สูบเงินจากตรงโน้นตรงนี้มาใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด โดยเฉพาะดูดเงินผ่านงบประมาณแผ่นดินด้วย “อภิมหาโปรเจกต์” ต่าง ๆ 

ดังนั้นก็มีทางเดียวในเรื่องของ “เวลา” คือต้องคอยให้เวลาในการมีชีวิตของนักการเมืองจำพวกนี้ “สิ้นไป” แล้วประชาธิปไตยของไทยจะต้องสวยสดงดงามอย่างแน่นอน... ในที่สุด