ทวี สุรฤทธิกุล
ความฝันของคนรุ่นใหม่ก็คือ “โลกใหม่ต้องเป็นของเรา ด้วยมือของคนรุ่นเรา” ซึ่งไม่เป็นจริงเสมอไป
การเมืองสมัยใหม่นี้เป็นเรื่องของการ “ประสานประโยชน์” คือต้องประสานหรือร่วมมือกันทุกคน ให้ความหลากหลายเหล่านั้นหล่อหลอมเป็นพลัง ที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่หลาย ๆ คนต้องการ แบบที่เรียกว่า “ต้องให้ทุกคนได้มากที่สุด และสูญเสียน้อยที่สุด” แบบที่ฝรั่งเรียกว่า “Most gain, least lost.”
ดังที่ได้บอกไว้ในบทความนี้มาแล้วว่า ในอดีตที่ผ่านมาคนรุ่นใหม่ของไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงประเทศ เพราะมักจะคิดจะทำกันด้วยความแข็งกร้าว หุนหันพลันแล่น ซ้ำร้ายคิดเอาแต่ชนะเพียงฝ่ายเดียว โดยมองแบบลัทธิมาร์กซ์เลนินว่า ต้องทำลายของเก่า(ที่รวมถึงคนเก่า ๆ)เพื่อสร้างสิ่งใหม่ อย่างที่เกิดขึ้นในสมัย 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 และล่าสุดก็คือในยุคระบอบทักษิณ ที่มีอดีตคอมมิวนิสต์ในสองยุคดังกล่าวก่อนนั้น มา “ขายทฤษฎี” นี้ให้มารหน้าเหลี่ยม ถึงขั้นคิดขึ้นมีอำนาจ “เหนือฟ้าดิน” แต่ที่สุดจัญไรก็กิน ต้องระเห็จไปอยู่นอกประเทศเกือบ 20 ปี สุดท้ายก็ต้องหาทางทำดีลลับ มา “อิงแอบฟ้าดิน” เพื่อให้ได้กลับมาประเทศ (แล้วก็ยังมาทำทุเรศไม่ยอมติดคุก นอนโรงพยาบาลอยู่เป็นปี ที่สุดก็ต้องรับกรรมมาติดคุกอยู่ในขณะนี้ แต่ก็มีหลายคนเชื่อว่ามันยัง “ไม่หมดฤทธิ์” และน่าจะกลับมา “แผลงฤทธิ์” อีกอย่างแน่นอน)
พรรคเพื่อไทยซึ่งในอดีตก็คือพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนนั้น ก็คือร่างทรงของมารหน้าเหลี่ยม ขณะนี้จำเป็นจะต้องหันมาเล่นบท “จูบปาก” กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม หนึ่งก็เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของเจ้าของพรรคตัวจริง(ที่ไปหลบภัยอยู่ในคุกตอนนี้) สองก็เพื่อจะได้มีโอกาสจัดตั้งหรือร่วมเป็นรัฐบาล หลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพราะพรรคเพื่อไทยน่าจะไม่ได้ ส.ส. เข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง (แม้ขณะนี้พรรคเพื่อไทยพยายามจะโหมสร้างกระแสว่าพรรคตัวเองอาจจะได้ ส.ส.ถึง 200 เสียง) จำเป็นจะต้องอาศัยเกาะเกี่ยวพรรคในฝ่ายอนุรักษ์ คือพรรคภูมิใจไทย เข้าไปเป็นรัฐบาล ทั้งนี้ก็คือเพื่อกลับเป้าหมายในข้อแรก คือการปกป้องคุ้มครองนายเก่าของตนนั่นเอง เพื่อรอฟื้นฟูพรรคให้กับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ถึงขนาดที่มีความหวังว่า นายอนุทิน ชาญวีระกูล ที่คงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งนั้น “จะอยู่ได้ไม่นาน” เพราะน่าจะมีอันเป็นไปด้วยยังมีชนักติดหลังอยู่บางเรื่อง รวมถึงที่น่าจะถูกฝ่ายค้านที่น่ากลัวอย่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คอย “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” อยู่โดยตลอด
ที่ผู้เขียน “กล้าคาดเดา” เช่นนี้ ก็เพราะเชื่อว่าพรรคประชาชนน่าจะมั่นใจว่า พรรคประชาชนจะได้เสียง ส.ส.เข้ามาเป็นอันดับ 1 แต่ในระยะแรกอาจจะยังตั้งรัฐบาลหรือมีนายกรัฐมนตรีของตนเองไม่ได้ แต่ก็ยังมั่นใจว่านายกอนุทินและรัฐบาลร่วม(ที่มีแกนนำเป็น ๓ พรรคหลัก คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม)จะอยู่ไม่นาน แล้วรอจังหวะนั้นเข้าเป็นรัฐบาลสืบแทน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น พรรคประชาชนก็จะ “ทำอะไร ๆ” ก็ได้ ตามที่พวกเขาต้องการ
อย่างแรก พรรคประชาชนจะเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่าในการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คนที่เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นฝ่ายชนะ พรรคประชาชนจึงจะต้อง “ตีเหล็กเมื่อร้อน” คือเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้โดยทันที ซึ่งถึงแม้ว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่การได้เป็นแกนนำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างอิงทั้งเสียงในสภาและเสียงผู้คนนอกสภานั้น น่าจะทำให้พรรคประชาชนอยู่ในฐานะได้เปรียบ ส่วนหนึ่งก็น่าจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลให้ซวนเซจน “ไปไม่เป็น” และล่มลงไปได้อีกทางหนึ่ง แล้วก็จะนำไปสู่กระบวนการในขั้นตอนต่อไป ที่พรรคนี้จะ “สร้างโลกใหม่” ตามความคิดของพวกเขา
นั่นคืออย่างที่สองต่อมาที่พรรคประชาชนจะดำเนินการ ไม่ว่ารัฐบาลจะล่มหรือไม่ พรรคประชาชนก็จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอย่าง “จริงจังและดุเดือด” ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะไม่สามารถแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ แต่การวางกลไกต่าง ๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะเขียนขึ้นใหม่ ก็ยังสามารถสร้าง “เครื่องมือ” ต่าง ๆ ไว้ได้โดยไม่ยาก และนี่ก็คือ “อุปกรณ์” ที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ครองอำนาจต่อไปได้โดยสะดวก ตามทฤษฎีการเขียนรัฐธรรมนูญที่บอกว่า “ใครเขียนรัฐธรรมนูญ เขาก็เขียนก็พวกเขานั้นแล”
ถ้ากระบวนการทั้งสองนี้เกิดขึ้นจริง ผู้เขียนก็เชื่อว่าการเมืองไทยก็ไม่น่าจะ “ไปต่อ” ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็คงจะไม่ยอมเสียท่า แม้จะพ่ายแพ้ในระบบรัฐสภาและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายนี้ก็ยังมี “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” คอยเป็นกำลังให้อยู่ ซึ่งก็คงจะไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบ “ถอนรากถอนโคน” ตามอย่างที่ฝ่ายพรรคประชาชนต้องการ ดังนั้นฉากสุดท้ายของการเมืองไทยที่ชื่อว่า “การรัฐประหาร” ก็อาจจะกลับคืนมาได้อีก (บ้างก็ว่าทันทีที่ผลการลงประชามติออกมาว่า “เห็นชอบ “ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ “การนับถอยหลัง” สู่การรัฐประหารก็จะเริ่มขึ้นในทันที!)
ผู้เขียนยังเชื่อในแนวคิดหลักของระบอบประชาธิปไตย คือ “การประสานประโยชน์” ซึ่งประเทศไทยเคยทำสำเร็จมาหลายครั้ง คือครั้งแรกก็ตั้งแต่ที่คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศได้สำเร็จเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั่นและ ที่คณะราษฎรพยายามลดความแข็งกร้าวลง จากที่มีกระแสในตอนแรกว่า จะ “กำจัดฝ่ายกษัตริย์” ให้สิ้น ก็ยอมประนีประนอม(อาจจะด้วยสำนึกได้หรือ “ฉลาด” ขึ้นมาบ้าง) ไม่ทำอะไรรุนแรง และให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาในฝ่ายอำนาจเก่าขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ต่อมาก็ในครั้งที่มีรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 หลังกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ที่ทหารก็ยอมประสานประโยชน์ “คืนอำนาจ” มาสู่พระมหากษัตริย์ ดังที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหลังการรัฐประหารให้เป็นหลักในการปกครอง “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” มาจนถึงปัจจุบันว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ... ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จนทำให้ทหารนั่นเองมีอำนาจยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน อีกคราวหนึ่งก็ตอนร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ที่นักรัฐศาสตร์มองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความสามารถในการประสานประโยชน์ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการให้ฝ่ายอำนาจเก่า คือทหารกับข้าราชการมีอำนาจอยู่ในวุฒิสภา และใช้อำนาจร่วมกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ดังที่เราจะได้เห็นเสถียรภาพของรัฐบาลในสมัยการขึ้นครองอำนาจอันยาวนานของพลเอกปรม ติณสูลานนท์นั้น และทำให้ประเทศไทย “โชติช่วงชัชวาล” อย่างที่เป็นมา
ผู้เขียนคงไม่ต้องบอกชัด ๆ ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพรรคประชาชนเป็นผู้นำนี้ มีแนวคิดหรืออยากให้ระบบการเมืองไทยเป็นอย่างไร เพราะผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความเชื่อความคิดของคนกลุ่มนี้ก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อความต้องการของพวกเขามันเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคนกลุ่มนี้มีอายุมากขึ้น ก็น่าจะมี “ความสุขุมลุ่มลึก” มากขึ้น และเข้าใจระบบการเมืองไทยดีขึ้น
“รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย รุ่นเก่า รุ่นใหม่ รุ่นไหน ๆ ก็ไทยด้วยกัน”








