ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ดิวตี้ฟรีระดับแนวหน้าของเมืองไทยอย่าง "คิง เพาเวอร์" ภายใต้การนำของ "คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา" มหาเศรษฐีผู้ล่วงลับ ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเข้าซื้อกิจการ สโมสรฟุตบอล "เลสเตอร์ ซิตี้" ทีมชื่อดังในประเทศอังกฤษ พร้อมก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสโมสรอย่างเป็นทางการ ก่อนจะถ่ายโอนภารกิจบริหารสู่มือลูกชายอย่าง "คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" ประธานสโมสรคนปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ตระกูลศรีวัฒนประภา ได้รังสรรค์ประวัติศาสตร์อันน่าอัศจรรย์ไว้ให้แฟนบอลทั่วโลกได้ตะลึง ด้วยการพาทัพจิ้งจอกสยาม ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2015-16 มาครองได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทพนิยายฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
นอกจากนี้ยังต่อยอดความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ในปี 2021 และแชมป์ เอฟเอ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ในปี 2021 รวมถึงการผงาดคว้าแชมป์อีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ถึง 2 สมัย ในฤดูกาล 2013-14 และ 2023-24 ส่งให้เลสเตอร์ ซิตี้ จารึกหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะหนึ่งในห้าสโมสรที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยรายการหลักภายในประเทศของอังกฤษได้ครบทั้ง 3 รายการนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา
ล่าสุด ตำนานปาฏิหาริย์ "จิ้งจอกสยาม" เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรอีกครั้ง! เมื่อนร่วงตกชั้นลงมาเล่นในลีกวัน (EFL League One) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2026 หลังทำได้เพียงเสมอ ฮัลล์ ซิตี้ 2-2 ที่สนามคิง พาวเวอร์ สเตเดียม ซึ่งเป็นการร่วงหล่นลงสู่ลีกรองอันดับสามของอังกฤษแบบติดต่อกัน จากแชมป์พรีเมียร์ลีกในอดีตสู่ความตกต่ำในรอบ 10 ปี
กระทั้ง เกิดกระแสข่าวว่า "คิง เพาเวอร์" จัดทำเอกสารเสนอขายสโมสรและสินทรัพย์ทั้งหมดส่งตรงถึงกลุ่มนักลงทุนที่แสดงความสนใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยปักป้ายตั้งราคาขายเอาไว้สูงถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังผลงานในระยะหลังทรุดหนักอย่างต่อเนื่องจนต้องร่วงลงไปเล่นในศึก ลีก วัน ฤดูกาลที่ผ่านมา ตามรายงานข่าวจาก ดิ แอธเลติก สื่อชั้นนำระดับโลก
เอกสารเสนอขายสโมสรฉบับดังกล่าวได้ชูจุดแข็งและเกียรติประวัติอันเกรียงไกรในอดีตเพื่อดึงดูดใจนักลงทุนอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า เลสเตอร์ ซิตี้ คือ "สโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อีเอฟแอล" อีกทั้งยังตั้งอยู่ในเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสโมสรฟุตบอลอาชีพเพียงแห่งเดียวในเมือง ทำให้มีฐานแฟนบอลที่เหนียวแน่นแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโครงสร้างระบบการบริหารจัดการสโมสรร่วมกันกับ "โอเอช ลูเวิน" ทีมชั้นนำในศึกเบลเยียม โปรลีก อีกด้วย
ในส่วนของสินทรัพย์สโมสรในปัจจุบัน ได้รับการประเมินมูลค่ารวมสูงถึง 204 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 9,180 ล้านบาท ประกอบไปด้วย สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม มูลค่า 74 ล้านปอนด์, ศูนย์ฝึกซ้อมระดับเวิลด์คลาสอย่าง ซีเกรฟ มูลค่า 121 ล้านปอนด์ และศูนย์ฝึกซ้อมเบลวัวร์ ไดรฟ์ ของทีมฟุตบอลหญิง มูลค่า 9 ล้านปอนด์
นอกจากนี้ ยังมีผืนดินบริเวณโดยรอบสนามแข่งซึ่งเคยอยู่ในแผนการขยายสนามในอนาคต รวมถึงศูนย์ฝึกเยาวชนที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำรายได้จากการปล่อยตัวนักเตะดาวรุ่งออกไปได้มากกว่า 250 ล้านปอนด์ ตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวในการร่อนเอกสารเสนอขายสโมสรครั้งนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและดราม่าครั้งใหญ่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากที่กระแสต่อต้านจากแฟนบอลเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากผลงานสุดดิ่งลงเหวที่ทีมต้องเผชิญชะตากรรมตกชั้นถึง 3 ครั้งในช่วง 4 ปีหลังสุด สวนทางกับตัวเลขขาดทุนสะสมตามบัญชีตลอด 4 ปีหลังสุดที่สูงลิ่วกว่า 272.7 ล้านปอนด์ แม้ว่าก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร จะเคยออกมายืนยันหนักแน่นถึงความตั้งใจที่จะเดินหน้าบริหารและสร้างทีมในระยะยาวก็ตาม
#เลสเตอร์ซิตี้ #คิงเพาเวอร์ #ข่าวฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ #LeicesterCity #จิ้งจอกสยาม #อัยยวัฒน์ศรีวัฒนประภา








