ทัพไทยยุคดิจิทัล ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เผย กกท. ใช้เทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ และวิทยาศาสตร์การกีฬาขั้นสูง วิเคราะห์สมรรถภาพทัพไทยแบบละเอียดยิบ พร้อมสแกนจุดอ่อน-จุดแข็งคู่แข่ง ก่อนลุยมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 และเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมย้ำคัดเลือกนักกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ มีหลักเกณฑ์ชัดเจน ส่งไปชิงชัยคุ้มค่างบประมาณ
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมทัพนักกีฬาทีมชาติไทย ชุดเข้าร่วมมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ว่า การคัดเลือกนักกีฬาไปเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ กกท. มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยยึดเกณฑ์ต้องผ่านควอลิฟายของแต่ละสหพันธ์กีฬาเป็นหลัก รวมถึงพิจารณาจากอันดับโลก เป็นสำคัญ และหวังผลได้ อีกทั้งต้องสามารถทำผลงานต่อยอดไปสู่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ แอลเอ 2028 ได้ด้วย หากผ่านเกณฑ์เหล่านี้ ก็จะได้สิทธิ์ไปแข่งขันอย่างไม่มีปัญหา ซึ่ง กกท. จะส่งนักกีฬาไปชิงชัยให้คุ้มค่ากับงบประมาณ
สำหรับทัพนักกีฬาไทย ที่ได้สิทธิ์ไปเข้าร่วมมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 หลังผ่านกำหนดส่งรายชื่อนักกีฬากับคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ มีจำนวนทั้งหมด 667 คน จาก 47 สมาคมกีฬา โดยมีฮอกกี้ทีมชาย เพิ่มเติมมาอีก 20 คนในภายหลัง หลังจากมีชาติถอนตัวจากรอบสุดท้ายแบบกะทันหันทำให้ได้เลื่อนอันดับขึ้นมา
นอกจากนี้ ผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อว่า ในการเตรียมนักกีฬาทีมชาติไทยในครั้งนี้ กกท. และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนและร่วมกันผลักดันให้มีการนำข้อมูลและสถิติที่มีการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ ด้วยเทคโนโลยีระดับสูง หรืออาจจะบอกได้ว่ามีการใช้ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาช่วยเป็นฐานข้อมูลในการดูจุดอ่อน จุดแข็ง ของนักกีฬาไทยและคู่แข่ง
“หลัก ๆ ของ AI ในการช่วยทัพไทยในตอนนี้ คือเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่ง กกท. ใช้ AI มาวิเคราะห์สมรรถภาพทางกาย ดูความพร้อมของนักกีฬา โดยมีการใช้ AI ในการรวบรวมข้อมูลคู่แข่ง เพื่อมาวิเคราะห์ หาจุดอ่อน จุดแข็ง สำหรับการเตรียมทีมสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 และเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ที่ประเทศญี่ปุ่น ในเรื่อง AI ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น แต่ในอนาคตหลังจากนี้ กกท. มีแผนที่จะนำเทคโนโลยี AI แบบเข้มข้น เข้ามาใช้ในการเตรียมทีม เพื่อวิเคราะห์ทั้งนักกีฬาของเรา และคู่แข่งแบบเชิงลึก เต็มรูปแบบมากยิ่งขึ้นด้วย” ดร.ก้องศักด กล่าว








