เกิดอาการช็อกกันทั้งบาง! ในศึกฟุตบอลโลก 2026 เมื่อหนึ่งในทีมเต็งแชมป์อย่างทัพ "ฝอยทอง" ทีมชาติโปรตุเกส ภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ โชว์ฟอร์มหลุดมาตรฐานอย่างน่าใจหาย ทำได้เพียงเสมอกับทีมรองบ่อนอย่าง ทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ไปแบบน่าผิดหวัง 1-1 โดยเกมนี้ซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งอย่าง "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" มีสีหน้าแสดงความหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ "แบร์นาร์โด้ ซิลวา" ก็เจอกับฝันร้ายและเป็นอีกวันที่เจ้าตัวคงอยากจะลืมเลือน ส่งผลให้ภาพรวมของทีมในนัดเปิดสนามทัวร์นาเมนต์นี้ห่างไกลจากคำว่าทีมเต็งแชมป์ไปไกลลิบ
เปิดฉากเริ่มเกมมาดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเข้าทางโปรตุเกสอย่างรวดเร็ว เมื่อพวกเขาได้ประตูออกนำตั้งแต่นาทีที่ 6 จากจังหวะที่ เปโดร เนโต้ ครอสบอลเข้ามาอย่างสุดแม่นยำให้ ชูเอา เนเวส เทกตัวโขกส่งบอลเสียบมุมไกลเข้าไปอย่างสวยงาม ทว่าหลังจากได้ประตูขึ้นนำ แข้งฝอยทองกลับผ่อนเกมและลดความเข้มข้นลงไปดื้อๆ ราวกับเล่นเกมอุ่นเครื่องซ้อมใหญ่ จนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งแรก ความประมาทก็พ่นพิษเมื่อ โยอัน วิสซ่า ดาวยิงจากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด หลุดเข้าไปโหม่งพังประตูตีเสมอให้คองโกได้สำเร็จ
เข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง โปรตุเกสพยายามเร่งเครื่องและเกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกยิงโอเวอร์เฮดคิกสุดสวยของ ชูเอา กันเซโล่ แต่ทว่ากรรมการริบคืนเนื่องจากถูกจับล้ำหน้าไปก่อน ในขณะที่ฝั่งคองโกก็เกือบช็อกแฟนบอลโปรตุเกสซ้ำสอง เมื่อ เซดริก บากัมบู ใช้พละกำลังเบียดเอาชนะ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จนหลุดไปซัดชนเสาอย่างน่าเสียวไส้
อย่างไรก็ตาม ดาวเด่นที่สุดของฝอยทองในเกมนี้กลับเป็นตัวสำรองอย่าง ฟรานซิสโก กงไซเซา ที่ลงมาแล้วสร้างความวูบวาบ ลากเลื้อยเจาะแนวรับก่อนเปิดถวายพานให้ โรนัลโด้ ได้ส่องเน้นๆ ถึง 2 ครั้ง ทว่ากองหน้าวัย 41 ปีกลับพลาดเป้าไปทั้งหมด ทำให้เจ้าตัวยังคงปืนฝืดและยืดสถิติไร้สกอร์ในทัวร์นาเมนต์เมเจอร์ระดับชาติ ต่อเนื่องเป็นเกมที่ 9 ติดต่อกัน
ผลเสมอในแมตช์นี้ทำให้โปรตุเกสต้องกลับไปยกเครื่องระเบียบเกมรุกขนานใหญ่ ส่วนคองโกสามารถคว้าแต้มประวัติศาสตร์แต้มแรกในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้สำเร็จนับตั้งแต่ปี 1974
สำหรับเรตติ้งและบทวิเคราะห์ฟอร์มการเล่นรายบุคคลของนักเตะทีมชาติโปรตุเกสในเกมนี้
เริ่มต้นที่ผู้รักษาประตู ดิโอโก้ คอสต้า (5/10) มีอาการเกร็งอย่างเห็นได้ชัดกับการออกบอลที่ไม่นิ่ง และจังหวะเสียประตูเขาควรจะตัดสินใจออกมาตัดลูกครอสของ อาร์ตูร์ มาซัวกู ได้ดีกว่านี้
ถัดมาที่แนวรับ ชูเอา กันเซโล่ (6/10) เกมรับถือว่าทำหน้าที่ได้มั่นคงตามมาตรฐานและมีความขยันในการเติมเกมรุก แต่น่าเสียดายที่ยังเจาะพื้นที่ริมเส้นฝั่งขวาได้ไม่มากพอ รวมถึงช็อตพังประตูโอเวอร์เฮดคิกที่ถูกจับล้ำหน้าอย่างน่าเสียดาย
โทมัส อราอูโฆ (5/10) ภาพรวมเล่นได้นิ่งเกือบทั้งเกม ทว่ามาตกม้าตายในจังหวะสำคัญสมาธิหลุด มัวแต่จ้องมองบอลจนขาดความระมัดระวัง ปล่อยให้ วิสซ่า หลุดเข้าไปพังประตูตีเสมอจากด้านหลัง
ขณะที่ เรนาโต้ เวก้า (6/10) โชว์ฟอร์มทดแทน รูเบน ดิอาส ที่มีอาการบาดเจ็บได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยความแข็งแกร่งและการอ่านเกมที่เฉียบขาด พร้อมทั้งมีจังหวะจ่ายบอลทะลุช่องสวยๆ หลายครั้ง ซึ่งเพื่อนร่วมทีมควรจะเปลี่ยนเป็นประตูได้ดีกว่านี้
ปิดท้ายแผงหลังที่ นูโน่ เมนเดส (5/10) แม้จะสร้างความอันตรายจากการวิ่งเติมเกมบุกที่ดุดัน แต่จังหวะบอลสุดท้ายกลับขาดความแม่นยำ แถมยังพ่ายแพ้ในการดวลตัวต่อตัวกับคู่แข่งบ่อยครั้ง
ขยับมาที่แดนกลาง วิตินญ่า (6/10) ทำหน้าที่คุมจังหวะเกมตามสไตล์ถนัดด้วยเปอร์เซ็นต์การจ่ายบอลที่แทบจะไร้ที่ติ แต่ยังขาดทีเด็ดทีขาดในการจ่ายบอลเจาะทะลุทะลวงแนวรับลึกๆ และมักจะเลือกปักหลักยืนคุมพื้นที่แถวเส้นกลางสนามเป็นหลัก
ชูเอา เนเวส (7/10) กลายเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดใน 11 ตัวจริง โดยโชว์ทีเด็ดเล่นลูกกลางอากาศเกินตัวด้วยการโขกประตูออกนำอย่างสมบูรณ์แบบ วิ่งขับเคลื่อนเกมสู้ทุกจังหวะทั่วทุกพื้นที่ และเป็นนักเตะเพียงไม่กี่คนที่ดูมีลุ้นสร้างโอกาสให้ทีมได้มากที่สุด
ส่วน บรูโน่ แฟร์นันด์ส (5/10) เป็นเกมที่ค่อนข้างเงียบสำหรับกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้จะพยายามถอยลึก ลงมาเชื่อมเกมและรับบอลตลอดเวลา แต่กลับไม่สามารถเค้นความสร้างสรรค์เกมในแดนหน้าได้ตามมาตรฐานเดิมของตัวเอง
ส่วนแผงเกมรุก แบร์นาร์โด้ ซิลวา (3/10) ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงและโชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวัง ไม่สมกับที่มีกระแสข่าวลือดีลย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด แบบไม่มีค่าตัว โดยการยืนประจำการริมเส้นฝั่งขวาของเขาแทบจะตัดขาดออกจากเกมและไม่มีส่วนร่วมใดๆ จนกระทั่งถูกถอดออกจากสนามตั้งแต่ช่วงพักครึ่ง
ทางด้าน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (3/10) เกมนี้ทำให้เห็นว่าฟีฟ่าไม่น่าเสี่ยงเจอกระแสตีกลับจากการกลับลำยกเลิกโทษแบนเพื่อให้ลงสนามในนัดเปิดกล่องนี้เลย เพราะเจ้าตัวแทบไม่มีบทบาทสำคัญตลอด 99 เปอร์เซ็นต์ของเวลาในสนาม แถมยังพลาดโอกาสทองในการพังประตูไปถึง 2 ครั้งเน้นๆ จนส่งผลให้สถิติยิงประตูไม่ได้ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ลากยาวเป็นเกมที่ 9 ปิดท้ายด้วย
สุดท้าย เปโดร เนโต้ (6/10) มีช็อตแอสซิสต์เปิดบอลให้เนเวสโหม่งทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หลังจากนั้นผลงานกลับดรอปลงไปและไม่มีทีเด็ดอะไรเพิ่มเติม ซึ่งเขาจำเป็นต้องกล้าบุกตะลุยเข้าใส่ตัวประกบให้บ่อยครั้งกว่านี้หากต้องการยึดตำแหน่งตัวจริงในทัพฝอยทองต่อไป
#โปรตุเกส #ฟุตบอลโลก2026 #โรนัลโด้ #วิเคราะห์บอล #ผลบอลสด #คริสเตียโน่โรนัลโด้ #ดูบอลสด #ทีมชาติโปรตุเกส








