หากจะกล่าวถึงสโมสรที่มีรากเหง้าอันเกรียงไกรที่สุดแห่งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ชื่อของ "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า จะต้องถูกจารึกไว้ในลำดับต้น ๆ เสมอ ในฐานะสโมสรเก่าแก่จากย่านเบอร์มิงแฮมที่เคยเถลิงบัลลังก์เจ้ายุโรปมาแล้วในปี 1982
และในวันนี้ กลิ่นอายความยิ่งใหญ่เหล่านั้นกำลังหวนกลับมาอีกครั้งอย่างสมศักดิ์ศรี หลังจากที่พวกเขาระเบิดฟอร์มสุดเหี้ยมเกรียมด้วยการเปิดรังถล่ม "เจ้าป่า" น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ไปแบบขาดลอยถึง 4-0 ในศึกยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดตัดสิน เมื่อคืนวันที่ 7 พ.ค.69 พร้อมตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับ ไฟรบวร์ก ยอดทีมจากเยอรมนีได้อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งชัยชนะครั้งนี้เป็นการทำลายสถิติและสร้างหมุดหมายใหม่ให้กับวงการลูกหนังยุโรปอย่างแท้จริง
การคุมทัพของ "อูไน เอเมรี่" นำพา "สิงห์ผงาด" กลับมาผยองในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี นับตั้งแต่ความสำเร็จสูงสุดในยูโรเปี้ยน คัพ ปี 1982 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของสโมสรจากอังกฤษ โดยมีเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยรอคอยนานถึง 51 ปี และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่รอคอย 47 ปีเท่านั้นที่ทิ้งช่วงนานกว่านี้
นอกจากนี้ สกอร์ 4-0 ยังถูกบันทึกว่าเป็นชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดในการโคจรมาพบกันเองของสองสโมสรจากอังกฤษบนเวทีภาคพื้นทวีป และเป็นชัยชนะที่ถล่มทลายที่สุดในรอบรองชนะเลิศของยูโรปา ลีก นับตั้งแต่เกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยถล่ม โรม่า 6-2 เมื่อฤดูกาล 2020-21 เป็นต้นมา
ในส่วนของกุนซือจอมแท็กติกอย่าง อูไน เอเมรี่ เขายังคงตอกย้ำความเป็นเจ้าพ่อแห่งรายการนี้ด้วยการสร้างสถิติเข้าชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปเป็นครั้งที่ 6 ในชีวิตการคุมทีม ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในรายการยูโรปา ลีก ระหว่างปี 2014 ถึง 2026 ส่งผลให้เขาขึ้นแท่นเป็นกุนซือที่มีสถิติเป็นรองเพียงแค่ โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ตำนานชาวอิตาเลียนที่เคยทำไว้ 7 ครั้งเพียงคนเดียวเท่านั้น
ขณะที่ทางฝั่ง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ กลับต้องเผชิญกับอาถรรพ์รอบรองชนะเลิศอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือการปราชัยในรอบตัดเชือกเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในฟุตบอลถ้วยทุกรายการ ไล่ตั้งแต่ ลีก คัพ ปี 2022-23, เอฟเอ คัพ ปี 2024-25 และล่าสุดกับความพ่ายแพ้ต่อวิลล่าในถ้วยใบนี้
พระเอกของเกมอย่าง "จอห์น แม็คกินน์" สร้างความมหัศจรรย์ด้วยการเหมาคนเดียวสองประตู โดยประตูแรกและประตูที่สองห่างกันเพียง 156 วินาทีเท่านั้น ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่ทำได้ถึง 2 ประตูในเกมนัดรองชนะเลิศถ้วยยุโรป
นอกจากนี้ทั้ง จอห์น แม็คกินน์ และ โอลลี่ วัตกิ้นส์ ยังร่วมกันสร้างสถิติเป็นนักเตะที่ทำประตูในฟุตบอลถ้วยยุโรปให้กับสโมสรได้มากที่สุดที่ 11 ประตูเท่ากันอีกด้วย ขณะที่ความโดดเด่นของ เอมิเลียโน่ บูเอนเดีย ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเขากับวัตกิ้นส์กลายเป็นคู่หูคู่แรกที่ทั้งยิงและจ่ายได้ในเกมเดียวของรอบรองฯ ยูโรปา ลีก ให้กับทีมจากอังกฤษ นับตั้งแต่ที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ เอดินสัน คาวานี่ เคยทำไว้ในปี 2021
โดยเฉพาะบูเอนเดียที่ทำสถิติแอสซิสต์ในรายการนี้ไปแล้วถึง 5 ครั้งจากการจ่ายทั้งหมด 8 ครั้งในซีซั่นนี้ เป็นรองเพียง เดนิซ อุนดาฟ แค่คนเดียวเท่านั้น นี่คือสัญญาณเตือนไปยังไฟรบวร์กว่า "สิงห์ผยอง" ตัวนี้พร้อมแล้วที่จะกลับมาทวงบัลลังก์จ้าวยุโรปคืนสู่วิลล่า พาร์ค อีกครั้ง
#AstonVilla #UEL #UnaiEmery #ฟุตบอลต่างประเทศ #แอสตันวิลล่า #ยูโรปาลีก #ข่าวฟุตบอล








