ปากกาขนนก/สกุล บุณยทัต
“...รากฐานแห่งการสอนของผู้สอนอันล้ำค่าก่อเกิดขึ้นจากจิตปัญญาอันสูงส่ง ที่โอบกอด สมอง กาย และใจ ของผู้เรียนรู้ด้วยความรัก มันคือความฝังแน่นที่รับรู้ได้ด้วยความกล้าหาญที่จะกระทำ ในเชิงบ่มเพาะภูมิปัญญาอย่างแยบยลและลึกซึ้ง..ผ่านการกระทำในสิ่งที่ดีที่สุด..สุดยอดที่สุด แทนที่จะมองหรือรู้สึกถึงการสอนว่าเป็นบางอย่างที่ “เราต้องอดทน”!
แท้จริงแล้ว..การสอนที่ดีนั้นมีหลายรูปแบบแทบจะนับไม่ถ้วน มันเกิดขึ้นด้วยฐานแห่งความคิดง่ายๆ ที่ว่า..“การสอนที่ดีไม่สมควรที่จะถูกลดทอน หรือถูกจำกัดให้เหลือเพียงแค่เรื่องทาง “เทคนิค” ..แต่มันจำเป็นต้องหยั่งรากลึกลงไปในอัตลักษณ์ และความซื่อตรงของ “คนที่เป็นครู” เสมอ
ครูผู้สามารถเชื่อมร้อยความคิดกับตัวตนของตน ให้เข้ากับนักเรียนและวิชาที่สอนได้อย่างหยั่งลึก..กระทั่งนักเรียนสามารถประจักษ์ถึง..วิธีการที่จะถักทอโลกใบนี้..เพื่อ “ชีวิตแห่งชีวิต” ของพวกเขาเอง!
“ความมืดที่ล้อมรอบเรานั้นมืดสนิท แต่ เสียงเพรียก โอกาส และ อำนาจอันยิ่งใหญ่ของเรา “ในฐานะครู” ..ย่อมคือการฉายแสง..ในที่มืดนั้น!!!”
สาระแห่งองค์ความรู้อันงดงามและมีคุณค่าเบื้องต้น คือแก่นสารสำคัญของหนังสือ “กล้าที่จะสอน”...การสำรวจโลกภายในของชีวิตครู..! (THE COURAGE TO TEACH)..หนังสือแห่งการเรียนรู้ศาสตร์แห่งการสอนเล่มสำคัญ ซึ่งเขียนขึ้นโดยคนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ครูเหนือครู”..“ปาร์กเกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์” (Parker J. Palmer) ที่เน้นถึงความจำเป็นที่โลกของเรา “ต้องเปลี่ยนจากความมั่นใจมากเกินไป ในเทคนิคการสอนเดิมๆ ไปสู่สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ใหม่ ซึ่งจะให้ทั้งเกียรติ และการพัฒนาความสามารถที่ลึกที่สุดของมนุษย์ในตัวเด็กๆ และครูได้อย่างแท้จริง..
โดย “ปาล์มเมอร์” ได้ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า.. “ถึงเวลาแล้วที่เราทั้งหลายจะคิดได้ว่า.. “คนที่อยู่ในตัวครูนั่นแหละสำคัญที่สุด..ต่อการศึกษา..!” “ปาล์มเมอร์” ได้เคยระบุไว้..และมันก็ได้กลายเป็นปรากฏการณ์จริงที่เกิดขึ้นอย่างแม่นยำในเวลาต่อมา..
“สัญชาตญาณของผมได้บอกว่า..การศึกษาจะถูกครอบงำด้วย “เปลือก” เนื่องเพราะ พื้นที่ที่จำเป็นต่อการประคับประคองชีวิตภายในของครูและนักเรียนจะหดตัวลง.. แนวคิดที่มากเกินพอดีที่ว่า “ต้องไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง” (No Child Left Behind - NCLB) ซึ่งถือเป็นภาระงานชุดหนึ่งของรัฐ ที่สั่งการมา โดยไม่มีการสนับสนุนทางการเงิน รวมทั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงด้วยซ้ำ..
“ภาระงาน” ชุดนี้จึงมีบทบาทอย่างมากในการบ่อนทำลายขวัญและกำลังใจของเหล่าบรรดาครู ถือเป็นการ “ปิดกั้นการสอน และ การเรียนรู้อย่างแท้จริง!”
เหตุนี้ นโยบาย “NCLB” ข้างต้น..จึงเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของชุดความคิดที่เน้นการใส่ใจเฉพาะ..“การชั่งและการวัด มากกว่า..ความหมาย”!!!
นั่นเป็นวิธีการที่ “ปาล์มเมอร์” เชื่อว่าจะเกิดขึ้นและนำมาปฏิบัติได้..ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ อันประกอบด้วย..
เราวัดสิ่งที่ควรวัดในบริบทแห่งการศึกษาที่แท้จริง ที่ที่การเรียนรู้โดยการท่องจำมีค่าเพียงเล็กน้อย..
เรารู้ว่าจะวัดสิ่งที่เรากำหนดว่าจะวัดอย่างไร?
เราไม่ได้ให้ความสำคัญต่อสิ่งที่วัดได้มากไปกว่าสิ่งที่สำคัญเท่าเทียมกันหรือสำคัญมากกว่าที่หลบหลีกเครื่องมือวัดของเราได้../
“จอห์น ดิวอี้” นักจิตวิทยา และนักปรัชญาพัฒนาการนิยมคนสำคัญของโลก ได้แสดงทัศนะในเรื่องของไอคิวและการทดสอบเอาไว้อย่างเสียดสี โดยการกลั่นความคิดออกมาจากประสบการณ์ตรง ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในไร่หลายปี โดยเปรียบเทียบการทดสอบไอคิว กับการเตรียมตัวของครอบครัวของเขาในการเอาหมูไปขายที่ตลาด เพื่อจะดูว่า..ควรตั้งราคาหมูตัวนั้นไว้บนปลายด้านหนึ่งของไม้กระดานหก แล้วเอาก้อนอิฐเรียงไว้ที่ปลายอีกด้านหนึ่ง จนกระทั่งสองด้านสมดุลกัน..
“แล้วเราก็พยายามคำนวณว่าอิฐเหล่านั้นหนักเท่าไหร่?”..
..เราอาจถูกระบุว่าหมกมุ่นอยู่กับมายาของการศึกษา ซึ่งอาจเป็นเพียงแค่เปลือกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่สำหรับ “กลาสเนอร์” ประสบการณ์ได้สอนสั่งให้เขาเรียนรู้ได้ว่า “การทำงานด้านใน สามารถเชื่อมครูต่อนักเรียน ด้วยการช่วยเหลือและให้กำลังใจในการเรียนรู้ รวมทั้งเสริมพลังพวกเขาให้สามารถต้านทาน อำนาจที่คุกคามและบ่อนทำลายการสอน..
อย่างไรก็ดี..กระแสตอบรับหนังสือเล่มนี้จากครูผู้เคยสัมผัส ได้ระบุว่าแนวทางการสอนทั้งหมดได้ช่วยให้พวกเขา..ลงลึกฟื้นฟู และ จรรโลงอาชีพของพวกเขาไว้ได้ ในยามที่ยากลำบาก
“แต่เรื่องประหลาดใจที่ทำให้ผมปลื้มที่สุดของทศวรรษที่ผ่านมา เกี่ยวกับ “กล้าที่จะสอน” ก็คือส่วนที่เราสามารถ “ติดล้อ” ให้กับความคิด ด้วยการประดิษฐ์ยานพาหนะ ที่นำความคิดมาลงสู่พื้นดิน และ ให้พาหนะในการเดินทาง แก่ผู้คนที่ต้องการสำรวจมัน”
ว่ากันว่า..การพูดคุยที่ดีเกี่ยวกับการสอนที่ดี จักเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ และสามารถดึงคนมาร่วมพูดคุยได้มากมาย มันสามารถเปลี่ยนรูปแบบการสอนและการเรียนรู้ไปได้..
แต่มันจะเกิดขึ้นได้จริง ก็เมื่อ “ผู้นำ” คาดหวังที่จะมีและจะเห็นมัน รวมทั้งต้องเชื้อเชิญให้มันเกิดขึ้น และจัดหาพื้นที่ที่อบอุ่นให้สนทนา..
ด้วยวิธีการนี้..ภาวะผู้นำที่ดีอาจเกิดขึ้นและมาในรูปแบบของการสอนในบางครั้ง โดยใช้แบบจำลองเดียวกับที่เราได้สำรวจเพื่อการสอน / การสร้างสรรค์พื้นที่ที่มีสิ่งประเสริฐที่เรียกว่าการสอน / และ..การเรียนรู้ศูนย์กลางซึ่งชุมชนแห่งความจริงสามารถรวมตัวกันโดยรอบได้..!
..การเป็นผู้นำในลักษณะนี้..คือผู้ที่เปิดพื้นที่แทนที่จะยึดครองพื้นที่..จักต้องมีการเดินทางภายใน เช่นเดียวกับที่เราได้สำรวจมาเกี่ยวกับครู อันเป็นการเดินทางที่พ้นไปจากความกลัวและมุ่งหน้าสู่ “ความเป็นตัวตนที่แท้จริง”
..การเดินทางสู่การเคารพความเป็นอื่น และเข้าใจว่าพวกเราทุกคนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน..ตลอดจนมีความคิดริเริ่มสามารถแก้ปัญหาได้ดีเพียงใด..
เมื่อคุณภาพภายในลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผู้นำก็จะมีความสามารถมากขึ้นในการเปิดพื้นที่ ที่ผู้คนรู้สึกว่า ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสร้างชุมชนที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน..!
“ชุมชนเช่นนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในชีวิตนักวิชาการ ซึ่งมีสิ่งทั้งหลายทั้งปวงแบ่งแยก / มันมีแนวโน้มสูงมากที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้นำ กลับคืนสู่หัวใจของการสอนและการเรียนรู้ สู่งานที่พวกเราร่วมทำ และ สู่ความหลงใหลในงานที่..เรามีร่วมกัน..”
..ใน “Education Forum" ..“แซม อินทราเมอร์” และ “โรเบิร์ต คุนซ์แมน” ได้สำรวจและสรุปผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ รวม 17 เรื่อง ว่าด้วย โครงการฟื้นฟูครู และผลกระทบต่อนักศึกษา / รวมถึงงานวิจัยที่ศึกษาจากผู้เข้าร่วมโครงการ “ครูกล้าสอน”
..พวกเขาได้ระบุว่า..“การให้ความสนใจกับชีวิตด้านในของครู กลายเป็นหัวข้อที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในวาระของครูและฝ่ายบริหารในโรงเรียนรัฐ รวมทั้งนักศึกษาในทางครุศึกษา..!”
โดยทั้งคู่ได้เน้นย้ำถึงว่า..ยังมีอีกมากมายหลายสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดทำโครงการที่สนับสนุนชีวิตด้านในของครู..
“มันชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่านักศึกษาได้นำเอาแนวคิดว่า..การสอนและการนำ จักต้องมี มิติความเป็นส่วนตัว จิตวิญญาณ และอารมณ์ไปใช้ดังแสดงให้เห็นความนิยมจากผลงาน..ปาร์กเกอร์ ปาล์มเมอร์..ที่สนับสนุนการพัฒนามืออาชีพ..ด้วยการสนใจด้านในของชีวิตครู / จิตใจที่มุ่งมั่นต่อการสอนที่ดี / รวมทั้งการเน้นถึงจิตวิญญาณในการศึกษา”
ในมิติแห่งข้อสรุป..เจตนาของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่สิ่งอันเป็นเจตนาของ “ปาล์มเมอร์” ที่จะสำรวจถึงเทคนิคของการพัฒนาองค์กร..
แต่เป็นการแสดงถึงภาวะสำคัญที่ว่า..ความรู้ในลักษณะที่กล่าวถึงมานั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด เพราะการศึกษาจะช่วยนักวิชาชีพรักษาหัวใจให้กระชุ่มกระชวย ในสังคมที่ผู้คนมักจะทำหัวใจหล่นหาย”
เขาได้เสนอ “ข้อเสนอที่แข็งกร้าว” 5 ประการเกี่ยวกับการศึกษาของนักวิชาชีพรุ่นใหม่..ซึ่งนับว่าเป็นสารตั้งต้นแห่งการปลุกเร้าชีวิตการศึกษา ที่ทั้งสำคัญ และน่าจดจำเพื่อการนำไปปฏิบัติยิ่ง...
เราต้องสอนและเป็นต้นแบบให้นักเรียนของเรา..ว่าอะไรคือความหมายของการเดินทางสู่ชีวิตที่ไม่แบ่งแยก..
เราต้องสอนนักเรียนของเราถึงวิธีการ “ขุดเหมือง” อารมณ์ของพวกเขา..เพื่อหาความรู้..
เราต้องช่วยนักเรียนหักล้างมายาคติ ที่บอกว่าสถาบันมีอำนาจปกครองตนเอง ..เป็นอำนาจสูงสุดเหนือชีวิตของเรา..
เราต้องรับรองความสำคัญของอารมณ์ของนักเรียนของเรา เช่นเดียวกับสติปัญญาของพวกเขา.. และ..
เราต้องสอนพวกเขาถึงวิธีการพัฒนาชุมชน เพื่อประโยชน์ทั้งความรู้และการกระทำ..
“หากเราจะมีส่วนรับผิดชอบอยู่บ้างในการสร้างพลวัตระดับสถาบัน เราก็มีอำนาจในระดับหนึ่งแล้ว ที่จะปรับเปลี่ยนมัน การศึกษาของนักวิชาชีพรุ่นใหม่ จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจ และ แสดงความรับผิดชอบต่อ..การกระทำ”!
“นักวิชาชีพรุ่นใหม่” คือคนที่สามารถพูดว่า..“ท่ามกลางสนามพลังที่ทรงอำนาจของชีวิตทางสถาบัน ที่ซึ่งอาจต้องประนีประนอมคุณค่าหลักของชีวิตอย่างมาก..”ชีวิตของฉัน” ที่มีพื้นที่มั่นคงให้ยืน..พื้นที่แห่งอัตลักษณ์และความซื่อตรงของฉัน พื้นที่แห่งจิตวิญญาณของฉัน..พื้นที่ที่ฉันสามารถเรียกตัวเอง เรียกเพื่อนร่วมงานของฉัน และเรียกสถานที่ทำงานของฉัน ให้กลับคืนมาสู่พันธกิจที่แท้จริง..ของเราได้!”
.. “เพ็ญนภา หงษ์ทอง และ ณัฐฬส วังวิญญู” แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่างลุ่มลึก และเข้าถึงเจตจำนงอันหาญกล้าและมุ่งตั้งใจของ “ปาร์กเกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์”
มันคือสมบัติแห่งการหยั่งรู้จากครูสู่ผู้ที่เรียนรู้ ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งแรงบันดาลใจอันชวนหยั่งคิด..เป็นดั่งคัมภีร์แห่งจิตวิญญาณของใครก็ตามที่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตต่อชีวิตในฐานะ “ผู้สอน”..เป็นครูที่ได้กระทำใน “สิ่งที่สุดยอด”..และ..ชัดเจนไปจนวันตาย!!!
“การสอนนั้นต้องไม่ถูกลดทอนให้เหลือเพียงแค่เรื่องเทคนิค ชุมชนหรือความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็นหลักการที่อยู่เบื้องหลังการสอนที่ดี..
ครูแต่ละคนก็สร้างชุมชนที่แตกต่างหลากหลายจนน่าประหลาดใจ ตามพรสวรรค์ของตนเอง ด้วยวิธีการ..ที่หลากหลาย!








