สกุล บุณยทัต
“...การมีชีวิตอยู่ของคนเรา..มีจำนวนเวลาที่แบกรับอยู่ด้วยทั้งความรู้ตัวและไม่รู้ มันเปรียบดั่ง “จักรวาลของการตระหนักรู้” บนรากฐานอันล้ำลึกของชีวิต .. ครั้นชีวิตล่วงผ่าน..บนนัยของการข้ามผ่านกาลเวลา ปริศนาคำถามหนึ่งจึงเกิดขึ้น..ท่ามกลางวังวนแห่งการเคลื่อนขยายของชีวิตหนึ่ง..!
”การมีชีวิต ...ที่อิ่มเต็มคืออะไร?“ นั่นคือโครงสร้างของการใคร่ครวญที่จะต้องตีความและตอบโจทย์อันเป็นเงื่อนไขที่ทั้งสลับซับซ้อน และเป็นความปลดปลงของชีวิต..! นั่นแสดงให้เห็นถึงว่า “การมีชีวิตอยู่และการจากลานั้น”.. ใช่ว่า..จะหาคำตอบแห่งความเข้าใจและหยั่งรู้ถึงความหมายนั้น..ได้ง่าย ๆ..
เหตุนี้..การสืบค้นในทางปัญญาอย่างมีแง่มุมเชิงประจักษ์ของชีวิต..จึงเป็นสิ่งที่คนทุกคนสมควรต้องแสวงหา..เพื่อสืบค้นถึงเป้าหมายแห่งคำตอบในวาระ..สุดท้ายของชีวิตใน..แต่ละชีวิตอย่างจริงจัง..! “ความรัก..ความตาย หรือความร่วงโรย..ล้วนคือสิ่งที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ เพื่อประคับประคองจิตวิญญาณให้ก้าวผ่านในทุกสถานการณ์ไปได้อย่างสงบ..!“
ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ..คือคุณค่าแห่งหนังสือที่สร้างความฉายฉานต่อชีวิตหัวใจของชีวิตในการเรียนรู้เพื่อที่จะ “จะจากไป“ ..อย่างรื่นรมย์ เข้าใจ ภายใต้ความสุขสงบ..! ”เมื่อใบไม้ใกล้ปลิดปลิว“ (LEAVES FALLING GENTLY) ผลงานแห่งการสืบค้นและสร้างสรรค์โดย.. "ซูซาน บาวเออร์-วู“ (Susan Bauer-Wu) นักวิทยาศาสตร์คลินิก พยาบาลวิชาชีพ ผู้ผสมผสานประสบการณ์ทั้งสี่ด้าน ตลอดสี่ทศวรรษในการประกอบวิชาชีพ อันได้แก่ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การดูแลผู้ป่วยโดยตรง การสอนในการเจริญสติ และความเป็นผู้นำในด้านจิตปัญญาศึกษา...!
“การมีชีวิตที่อิ่มเต็ม ยังหมายถึงความสนใจใคร่รู้..เกี่ยวกับการเดินทางของชีวิต รวมทั้งเป็นการบ่มเพาะความรู้สึกผ่อนคลายไร้กังวล และความตระหนักรู้ถึงความหมายของชีวิต..!! หนังสือ..เล่มนี้คือหนังสือที่เสริมส่งชีวิตให้ได้ค้นหาและค้นพบ ”ศานติสุขภายในตนเอง“ รวมทั้งยังช่วยเพิ่มความลุ่มลึกต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคล..ด้วย “มิติแห่งการภาวนา” ที่เข้าถึงง่าย..ด้วยคำถามที่ช่วยสะท้อนความคิด และ..ด้วยการฝึกสติที่สามารถเข้าถึงใจได้อย่างล้ำลึก..ทั้งกับผู้ป่วยและคนที่พวกเขารัก..!
นัยสำคัญเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการให้คำแนะนำที่จริงใจ เพื่อ “การมีชีวิตอยู่” อย่างเปิดกว้างและอิ่มเต็ม..ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งอันมาพร้อมกับ “โรคร้าย” อีกทั้ง..ยังสอนสั่งเสนอแนะถึง..แนวทางปฏิบัติที่เกื้อหนุนต่อการเติบโต เพื่อจะได้เป็นโอกาสที่ดีแห่งการเดินทางสู่การสำรวจนัยแห่งความซับซ้อนของมวลปัญหาด้านสุขภาพ..! ด้วยงานวิจัยที่นำมาสนับสนุน รวมถึงเรื่องเล่าต่าง ๆ จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง.. มันจึงคือ..หนังสือที่สร้างความเชื่อมโยงทางจิตใจในการฟื้นฟู “ความหมายแห่งชีวิต..ที่อิ่มเต็ม..!”
“เมื่อใบไม้ใกล้ปลิดปลิว..คือภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับทุกคนซึ่งกำลังป่วยด้วยโรคร้ายแรง ..คนที่อยากจะใช้ชีวิตให้ ”อิ่มเต็ม“ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะได้รับการวินิจฉัยโรคหรือพยากรณ์โรคอย่างไรก็ตาม..! อีกทั้งมันยังเหมาะกับคนที่รักพวกเขาซึ่งอยู่เคียงข้างบนเส้นทางแห่งการรักษาโรค..ตลอดจน “คนที่หาวิธีให้กำลังใจ” ..ซึ่งก็ต้องรับมือกับความกังวลและความเครียดของตัวเอง..ไปด้วย!!!“
หนังสือเล่มนี้ยังผสานแนวคิดแห่งจิตวิทยาและจิตปัญญา (Contemplative Education) เข้าไว้ด้วยกันอย่างมีนัยความหมาย เป็นความล้ำลึกที่ต้องสืบค้น โดยการฝึกฝนสติ (Mindfulness) และความเมตตา .. ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยโรคร้าย และผู้ดูแล สามารถรับมือกับความกลัว ความกังวล ความเครียดได้..ด้วยนัยความคิดที่มีค่าและโดดเด่น..ดังต่อไปนี้..!
การฝึกสติด้วยการเชื่อมกายและใจ ซึ่งจะเป็นการช่วยประคับประคองจิตใจให้สงบ บรรเทาความเจ็บปวด และก้าวข้าม..ความเครียดหรือความกลัวได้..
ให้ความเมตตาต่อคนอื่นและผู้อื่น..โดยการเน้นย้ำสู่การเปิดหัวใจให้กว้าง การตระหนักรู้และยอมรับในความเปราะบางของชีวิต และการหล่อเลี้ยงความรักความเข้าใจให้กับคนที่อยู่เคียงข้างเรา กระทั่งถึงวาระสุดท้าย..!
การตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะ..โดยการชวนให้ผู้ป่วยรอบข้างฝึกสังเกตความรู้สึกนึกคิดและร่างกายของตัวเองโดยไม่ตัดสิน เพื่อยอมรับความจริงตรงหน้า..ท่ามกลางวิกฤตของโรคร้าย....!
“สิ่งสำคัญที่พวกเราต้องระลึกไว้ก็คือว่า..มีอยู่เพียงร้อยละสิบของคนเราเท่านั้นที่เสียชีวิตกะทันหัน ส่วนที่เหลือจะเผชิญกับทางเลือกมากมายว่าจะอยู่กับความเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร? และจะอยู่อย่างไรเมื่อใกล้ตาย!!!“ หนังสือเล่มนี้..จะตอกย้ำและสอนสั่งให้เราเข้าใจว่า “การเชื่อมโยงกับสติ คือความรู้สึกของความกรุณา โดยเราจะได้เห็นความกรุณาต่อจากนั้นว่าคือวิถีทาง คือการฝึกฝนและบรรลุเป้าหมาย
“ดร.บาวเออร์“ เตือนสติเราโดยอาศัยการฝึกสติ โดยเราจะมีความกรุณา และเมื่อได้รวมความมีสติเข้ากับความกรุณา ก็จะทำให้เรามีศักยภาพที่จะดำรงอยู่ได้อย่างบริบูรณ์ในการที่จะใช้ชีวิตของเราได้อย่างเต็มเปี่ยม..แม้ในขณะที่ชีวิตเราอาจกำลังผ่านความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ...
“ดร.บาวเออร์“ ได้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า “คำว่า Medicine ซึ่งหมายถึงยาและการแพทย์ และ Meditation อันหมายถึงการภาวนา มาจากคำว่า “Medere" ในภาษาละติน ซึ่งหมายถึงการดูแลเอาใจใส่ หนังสือเล่มนี้...จึงคือข้อสรุปสำคัญต่อชีวิตว่า ..ในยามที่เราเจ็บป่วย ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเจ็บปวด เราจะมีวิธีดูแลตัวเองและมีชีวิตที่อิ่มเต็มอย่างไร?...ซึ่งนั่นหมายถึงวิธีการดูแลโลกด้วย..!“
ในท้ายที่สุด..เราได้อะไรจากหนังสือที่นำเราให้ชิดใกล้กับความตายอย่างถาวรเล่มนี้ มันคือการรับรู้ในความเข้าใจ เพื่อจะก้าวพ้นความตื่นตระหนกที่รุกเร้าสัญชาตญาณแห่งความเป็นชีวิตของเราทุก ๆ คน.. แน่นอนว่า..เราต้องข้ามพ้นสัญชาตญาณแห่งความตื่นตระหนก ยอมรับในพิษภัยแห่งโรคภัยไข้เจ็บของตนเองอย่างถึงที่สุด..
“ถึงอย่างไร..เราควรมีชีวิตที่ ”อิ่มเต็ม“ ในขณะที่ทุกคนมีคำตอบที่เป็นเฉพาะของตนเอง..คือหวังที่จะมีชีวิตที่อิ่มเต็ม..นัยแห่งสายทางชีวิตของคนเราจึงถูกแปลความได้ว่า.. “การมีชีวิตที่อิ่มเต็ม หมายถึงการมีสันติสุขในใจ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเปิดรับประสบการณ์ที่เป็นไปได้..อย่างไม่สิ้นสุดในแต่ละวัน!!“
นักแปลฝีมือเยี่ยมผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ และภูมิปัญญา “กรรณิการ์ พรมเสาร์”..แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างลึกซึ้งและกว้างไกลทางความคิด เป็น "ตัวกลางของจิตรับรู้" อันชวนพินิจวิเคราะห์ถึงโครงสร้างอันลึกเร้นใน ”ความจำนน“ ของชีวิต.. เป็น ”ความยาก“ ต่อการตีความและเข้าใจ..แต่ก็เป็นความกระจ่างที่ทำให้รากลึกแห่งจิตปัญญาของ “ดร.บาวเออร์“ ปรากฏชัดขึ้น จนกลายเป็น ”จิตปัญญาที่ตั้งอยู่เหนือภาวะแห่ง..ชีวิตและการจากไป“.. อันหมายถึงภาวะแห่งความตาย...ที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมิอาจเลี่ยงพ้น นับแต่..ความเจ็บปวด..มาจนถึงการจากไปที่แผ่วเบาของ ”การสิ้นสุด“...!
”การมีสติและความกรุณาร่วมกันเป็นพื้นฐานอันอุดม ให้ความรู้สึกเชื่อมโยงทางใจได้มีโอกาสเจริญงอกงาม เชื่อมโยงกับสิ่งที่ให้ความหมายแก่ชีวิต ครอบครัว เพื่อน และความสุขเล็ก ๆ จากที่เราให้ความสำคัญเป็นส่วนตัว..!!!“








