คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
สมัยก่อนถ้าพูดถึงคาเฟ่ หลายคนจะนึกถึงสถานที่สำหรับดื่มกินฮาเฮ ที่มีนักร้องและมีเสี่ยไปคอยคล้องพวงมาลัย แต่ปัจจุบันนี้กลับเป็นสถานที่ที่ใครต่อใครนัดหมายกันมาทำอะไรๆ ร่วมกัน พร้อมรับประทานอาหารอร่อยๆ และเปลี่ยนบรรยากาศไปในสถานที่แปลกๆ
พอไปค้นหาความรู้จากเจ้า ChatGPT ก็ให้รายละเอียดว่า คาเฟ่มีมาแต่โบราณ มีความหมายถึง “ร้านขายกาแฟให้นั่งดื่มกิน” แต่เดิมการดื่มกาแฟจะดื่มกันในบ้าน ใน ค.ศ. 1554 ก็เกิดร้านกาแฟหรือคาเฟ่นี้ขึ้นเป็นร้านแรก (เจ้า AI นี่ย่อมาจาก Artificial Intelligence ช่างรู้ดีจริง จะเชื่อได้หรือไม่ก็ไม่แน่ใจ เพราะในท้ายของการให้ข้อมูล เขาจะขึ้นข้อความว่า เจ้า AI นี้อาจผิดพลาดได้ โปรดตรวจสอบข้อมูล) ที่กรุงอิสตันบูล ในอาณาจักรออตโตมัน ปัจจุบันคือประเทศตุรกี ได้มีพ่อค้าเปิดขายให้มานั่งดื่มกินในสถานที่สาธารณะ จากนั้นก็มีการเปิดไปในหลายๆ เมือง ที่มีมากและค่อนข้างโด่งดังกว่าที่อื่นก็คือ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพราะจะมีอยู่แทบทุกหัวมุมถนน บางร้านจะมีคนดังๆ เช่น ศิลปิน นักเขียน หรือนักวางแผนปฏิวัติ ไปนั่งคุยกันเป็นประจำ ก็จะมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ วัฒนธรรมการเปิดร้านขายกาแฟนี้ได้ติดตามประเทศฝรั่งที่เป็นเจ้าอาณานิคมนั่นเองออกไปยังชาติต่างๆ ทั่วโลก บางทีเราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมแบบ “ขี้ข้า” หรือ “ตามก้นฝรั่ง” ก็ได้ แต่ก็ไม่เห็นมีใครรู้สึกอะไร เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในโลกก็เป็นแบบนี้ อย่างที่เขาเรียกว่า “โลกาภิวัตน์” นั่นแล
ทีนี้พอเกิดเป็นธุรกิจก็เกิดการแข่งขัน หาสิ่งต่างๆ มาดึงดูดลูกค้า แรกๆ ก็เป็นจำพวกอาหารและขนมนมเนย ซึ่งเป็นลักษณะของธุรกิจคาเฟ่ที่เรารู้จักดีที่สุด ส่วนที่เกิดเป็นคาเฟ่ท่องเที่ยวและคาเฟ่สัตว์นานาชนิดนั้น ก็เป็นด้วยกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป คาเฟ่ท่องเที่ยวก็เกิดขึ้นเพราะคนอยากหาที่ดื่มกินสวยๆ บรรยากาศดีๆ ร้านคาเฟ่จึงเกิดขึ้นตามเมืองท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย ในทำนองเดียวกันคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์ หรือไม่ได้เลี้ยงแต่ชอบแสดงความรักกับสัตว์ ก็ไปที่คาเฟ่ที่เขามีสัตว์เหล่านั้นมาโชว์หรือมาให้เล่นด้วย จนถึงขั้นไปนอนเล่นกับสัตว์เหล่านั้น เช่น หมาและแมว ก็มี รวมถึงคาเฟ่เชิงกิจกรรมอื่นๆ เช่น DIY หรือการประดิษฐ์ของเล่น ของสวยงาม และศิลปะประดิษฐ์ต่างๆ ก็เป็นที่นิยมมากเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นในยุคดิจิทัลที่มีเกมออนไลน์ต่างๆ ให้เล่น พวกคนที่ชอบเล่นเกมทั้งหลายนั้นก็มารวมตัวกันขลุกอยู่ที่คาเฟ่เกมเป็นวันๆ คืนๆ นั่นเลยทีเดียว นอกเหนือจากที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้มากขึ้นๆ ทุกวันก็คือ “ที่ทำงานร่วมกัน” หรือ Co-working space ที่ว่ากันว่าเริ่มจากร้านกาแฟเจ้าดังของต่างประเทศ มาเปิดขายกาแฟราคาแพงๆ แล้วคนที่มาก็อยากนั่งนานๆ ให้คนเห็นว่ามีชีวิตที่สบายและหรูหราอย่างไร เขาก็อนุญาตให้เอาหนังสือมาอ่าน เอางานมาทำ ที่เห็นส่วนใหญ่ก็คือทำงานด้วยโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ต นับว่าเป็นวิวัฒนาการที่เข้ากับยุคสมัยเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นถ้าจะให้สรุปตามความเข้าใจของผู้เขียน วัฒนธรรมคาเฟ่คือวัฒนธรรมของการได้มาพบปะพูดคุยกันในสถานที่สาธารณะ ด้วยกิจกรรมอะไรก็ได้ แต่ในทางประวัติศาสตร์เชื่อกันว่าเกิดจากร้านกาแฟและการกินกาแฟคุยกัน ซึ่งในประเทศไทยก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน ในหนังสือเกี่ยวกับเรื่องโบราณๆ ของไทยบอกว่า ชาติที่ทำร้านกาแฟเก่งๆ คือคนจีนไหหลำ เพราะคนจีนไหหลำชอบการคุยกับคนแปลกหน้าและมีความเป็นมิตรสูง คนจีนไหหลำมาอยู่กันทางภาคใต้กันมาก ร้านกาแฟทางภาคใต้จึงเปิดกันมาก ไม่แต่เพียงในตลาดตามตัวเมือง แต่ยังแพร่หลายไปถึงบ้านนอกคอกนาและป่าเขา เช่น ในสวนยาง หรือปัจจุบันนี้ก็คือสวนปาล์มนั้นด้วย ภาษาชาวบ้านเรียกกาแฟนี้ว่าโกปี๊ แต่ถ้าเป็นภาคกลางบางจังหวัดเรียกว่าข้าวแฝ่ เมื่อตอนผู้เขียนเด็กๆ กว่า 50 ปีก่อนนั้น ในภาคอีสานที่ผู้เขียนเคยไปอยู่มา 3–4 ปี คนขายกาแฟจะเป็นพวกแกวหรือคนญวน พวกผู้ใหญ่คงไม่อยากให้เด็กไปแย่งกิน เลยหลอกเด็กๆ ว่า พวกแกวนี้ชอบหลอกเด็กไปกินตับ ไม่เชื่อก็ดูฟันของคนพวกนี้สิ ซึ่งก็น่ากลัวจริงๆ เพราะพวกแกวมักจะฟันดำมาก เหมือนกินเลือดกินเนื้ออะไรมานั่นเลย แต่ความจริงก็คือพวกญวนนั้นกินหมากกันมาก แต่กระนั้นก็ทำให้เด็กๆ ไม่กล้าไปใกล้ๆ ร้านที่ขายกาแฟนั้นเลย
ทีนี้ก็มาถึงคาเฟ่ที่คนในยุคหนึ่งนิยมไปฟังนักร้องแต่งกายวับๆ แวมๆ ร้องเพลง และบางคนก็อาจจะเป็นอาเสี่ยจริงๆ หรือบ้างก็อาจจะเป็นเสี่ยปลอม อวดรวยตามระดับความเมา ที่ในสมัยนี้เรียกกันใหม่ว่าป๋า ชอบซื้อพวงมาลัยไปคล้องพร้อมติดแบงก์ใบแดงๆ ม่วงๆ ตามฐานะที่อยากจะอวด (คือธนบัตรใบละร้อยหรือห้าร้อย เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีใบเทาหรือแบงก์พัน) นักเที่ยวกลางคืนผู้ช่ำชองท่านหนึ่งให้ความรู้กับผู้เขียนว่าน่าจะเป็นเพราะสมัยก่อนสถานที่สำหรับไปฟังเพลง นอกจากจะมีเปิดเป็นสถานที่อย่างหรูหราเป็นการเฉพาะ ที่เรียกกันว่าไนต์คลับนั้นแล้ว คนที่อยากฟังเพลงก็ต้องไปที่โรงแรมหรูๆ หรือมีระดับสักหน่อย ซึ่งโรงแรมเหล่านั้นจะเปิดอยู่ในบริเวณที่ขายอาหารหรือล็อบบี้ แล้วมักจะมีชื่อเรียกกันว่า “คาเฟ่” เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือคอฟฟี่ช็อปหรือร้านให้คนมานั่งดื่มกินกาแฟและอาหารเบาๆ หรือขนมต่างๆ นั่นเอง แต่สถานที่แบบนี้ก็มีค่าใช้จ่ายที่แพงอยู่ดี จึงมีคนคิดได้ว่าถ้าลดระดับความหรูหราลงมา เอานักร้องแบบบ้านๆ มาขึ้นบนเวที แต่แต่งตัวให้วับๆ แวมๆ ก็น่าจะมีลูกค้าเข้ามาก พวกคาเฟ่ตามห้องแถวและริมถนนรนแคมต่างๆ ก็เกิดขึ้น ทีนี้ก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด สมัยเมื่อช่วง พ.ศ. 2525–2530 ที่ถนนรัชดาภิเษกที่ตัดเชื่อมมาจากแยกรัชวิภามาถึงแยกพระราม 9 เพิ่งตัดเสร็จใหม่ๆ ที่ดินคงให้เช่าในราคาไม่แพง ร้านคาเฟ่แบบมีนักร้องวับๆ แวมๆ นี้ได้เกิดขึ้นแทบจะติดกันทุกเสาไฟฟ้า แล้วก็เลยไปถึงย่านถนนเพชรบุรี เรียกว่าสวนอาหารต่าง ๆ บ้าง คาเฟ่นั้นคาเฟ่นี้บ้าง ที่ดังมาก ๆ ก็คือร้านสวนอีสาน ตรงใกล้โรงแรมราชเทวี และพระรามเก้าคาเฟ่ ถนนเพชรบุรี รวมถึงฝั่งธนบุรีก็มีมาก เช่น ตลอดแนวถนนเจริญนคร
ปัจจุบันนี้กิจการประเภทสวนอาหารนี้ซบเซาและหายหน้าหายตาไปเกือบหมดแล้ว อาจจะด้วยค่าเช่าที่ดินคงแพงขึ้น ที่เห็นมาแทนที่และมาแรงได้หลายปีแล้วก็คือพวกโรงเบียร์ต่างๆ ที่ก็ยังเน้นความบันเทิง มีจัดคอนเสิร์ตกันเป็นประจำ ทั้งนี้ไม่รวมสถานบันเทิงเถื่อนที่เปิดกันชุ่ยๆ พอเกิดอุบัติเหตุก็ตายกันหลายๆ สิบคนนั้น เพราะไม่เกี่ยวกับความเป็นคาเฟ่ที่ให้คนมาร่วมสนุกและเป็นมิตรกัน ไม่ใช่มาตายด้วยกัน ซึ่งน่าเศร้าใจเป็นที่สุด
วัฒนธรรมคาเฟ่คงจะมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างที่ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็พยายามจะเน้นด้านวัฒนธรรมประจำถิ่น หรือสร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนให้เป็นจุดขาย ส่วนในเมืองชีวิตผู้คนก็เปลี่ยนไป ความเป็นสังคมก้มหน้าและเสพติดมือถือทำให้คนไม่ค่อยจะสุงสิงกันอย่างเปิดเผย แต่มักจะมีการสร้าง “โลกทิพย์” ของตนขึ้นหลากหลาย ถ้าจะมีการมารวมกันทำกิจกรรมหรือพูดคุยกันก็คงจะผ่านเทคโนโลยีเหล่านี้ จากคาเฟ่ที่อยู่ในโลกจริงๆ ก็กลายเป็น Cyber Café หรือ “คาเฟ่เสมือน” ที่กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้นๆ
อย่างไรก็ตาม อย่าลืม “หัวใจของความเป็นคาเฟ่” ว่าคือสถานที่ที่หมู่คนที่รักที่ชอบในสิ่งเดียวกัน มารวมตัวกันเพื่อทำสิ่งที่รักที่ชอบนั้นร่วมกัน แล้วโลกเราก็จะสวยงามไปอีกนานแสนนาน








