ปากกาขนนก /สกุล บุณยทัต
“...ชีวิตมีข้อเปรียบเทียบอันแฝงลึกทบซ้อนอยู่ในจิตใจเสมอ มันอาจเป็นความสุกสว่างอันเจิดกระจ่าง ที่ซ้อนหลืบอยู่กับห้วงเหวของความมืดมน... หรือกระทั่งอาจเป็นความสุข..ที่เคลือบอยู่ในรสชาติอันคลางแคลงของความทุกข์..ทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้นได้ในโลกที่ถูกถมทับไปด้วยมายาคติ ที่ยากจะชำระล้างเหมือนเช่นในทุกวันนี้..!
และด้วยสภาวะที่ “เราทุกคน อาจเป็นได้เพียงใครสักคน ในหลายๆ คน” ภาพเงาแห่งความเป็นตัวตนของชีวิต..จึงส่องแสงแห่งชะตากรรมออกมาอย่างหน่วงหนัก ผ่านลมหายใจของอารมณ์ที่ทั้งกรรโชก และเฉื่อยเนือยผิดหวัง..ระคนกัน...! “...อนาคตที่มารวมกัน เราเป็นเพียงใครสักคนในใครหลายคน พันธนาการไว้ด้วยความคิดบางประเภท หลายสิ่ง หมุนวน ไหลผ่าน กลืนกลาย มิหลงเหลือสิ่งใดไว้ให้อดีตฯ”
..สาระทางความคิดที่ชวนตระหนักรู้เบื้องต้น คือส่วนสำคัญแห่งนัยความคิด ที่ได้จากหนังสือรวมบทกวีที่ฉานฉายถ้อยสำนึก สู่การรับรู้อันล้ำลึกของความเป็นชีวิต..!
“มณีแสงนิล”..น้ำคำแห่งการสร้างสรรค์ของกวีสาว “สิริวตี”..ที่บอกเล่าด้วยความเข้าใจอันหยั่งลึกต่อจิตวิญญาณที่ทั้งเร้นซ้อนและเปิดเปลือยของตัวตนแห่งตน..! ผ่านมิติความหมายของอัญมณีแห่งพลังอำนาจจากธรรมชาติ การคุ้มครองปกป้อง..การเสริมส่งชีวิตด้วยบารมีและความมั่นคง รวมทั้ง การเป็นผลึกอันศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยปกป้องคุ้มภัยต่อชีวิตแห่งชีวิต..!
“ใครกันจะรู้ว่า/บ้านที่แท้จริงของบางคนอยู่ในบทกวี/ไม่เร่าร้อน ไม่เร่งรีบ และ เย็นใจ/มันอาจประกอบสร้างเป็นอนุสาวรีย์สักวันหนึ่ง/ออกแบบเป็น โวหาร ในบริบทของความทรงจำร่วมระหว่างกัน..!”
“สิริวตี”..เขียนบทกวีแห่งใจถึงใครบางคนด้วยภาวะรู้สึกที่ห่วงหา มันคือจุดสัมผัสทางความรู้สึกที่ เกาะกินใจ ที่ยากจะลบเลือน..แม้เมื่อใด!
คุณยังคงสวมเสื้อตัวนั้นอยู่ไหม/ตัวที่สีของมันเป็นสีเดียวกับผืนน้ำและแผ่นฟ้า/ไม่มีใครเหมือนคุณ/ ฉันลืมปักดอกไม้หรือใบไม้สักลวดลายลงไปให้/ลืมเก็บก้านใบของต้นไม้บางต้นแนบไปกับแขนเสื้อ/ริ้วหญ้าบางชนิดยังคงติดตัวคุณ/ยามคุณนั่งลงสบตากัน/ความวิเวกตรงตีนเขา เหมือนเงาน้ำตา.../ คุณยังคงทำเช่นนั้น/ฉันสิ...ไปไหนไม่พ้นกวีสามช่องเลย/ฉัน/คุณ/เรา/...
..หลายๆ ขณะที่ความรู้สึกอันจริงแท้ของเรา ถูกเก็บซ่อนไว้ในที่ที่มิดชิด ภายใต้ลิ้นชักของอารมณ์แห่งอารมณ์เฉพาะตัว เป็นสำนึกรู้ อันท่วมท้นและแยบยลต่อจิตสัมผัสแห่งปรารถนา อันมิใช่ชั่วขณะ..!
ความรู้สึกของใครสักคน มิใช่ชั่วขณะ/ถูกกอบเก็บไว้ในลิ้นชัก เพื่อรอเติบโต/ รอค้นพบความหมาย ของการ รักษา ไว้ อย่างแท้จริง/ คำว่ารักของใครสักคนบนโลกใบนี้มีค่ามากมาย/บางครั้งมันอาจเกิดขึ้นด้วยโชคชะตาบางอย่าง เกินกว่าเข้าใจ/ หากคุณมองเห็นและไม่เลือนมันออกไป/ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับชีวิตคุณ/เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนหน้าที่มันเคยเกิดขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า/ปล่อยมันเป็นไปตามสถานะ/ของลิ้นชักที่เราจะไม่เปิดมันออกมา!/
..หากมีการสังเกตเห็น..บทกวีของ “สิริวตี” จะมีการตอกย้ำให้เห็นด้านคู่ขนานของชีวิต มันคือเงาร่างของเจตจำนงอันแฝงลึกในเนื้อในของบทกวี ..คือ..รากเหง้าแห่งจินตภาพและมโนภาพทางความคิด ที่ตอกสลักข้ามทาบเงาของความมีอยู่ แห่ง ชีวิต..อันยิ่งใหญ่และเติบกล้ากว่าเดิม..!
“เราอาจเรียกมันว่าชีวิต/ในยามรัก อาจชัง/ยามชังอาจรัก/ แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า../เราไม่เคยรู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง(ของมนุษย์สักคู่)/ พบเพื่อจาก อาจไม่เป็นจริงเสมอไป/โลกมีหนทางให้พบเจอ/การพบเจอครั้งต่อไปที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม/...มีแต่ตัวของเราเองเท่านั้นที่รู้ว่าเราสลักหัวใจของใครไว้ภายใน!”
ว่ากันว่า..เราต่างมีรอยเท้าแห่งชีวิตที่ถูกสลักเสลาไว้ด้วยวัฏจักรของกาลเวลา ทาบทับไปบนสายทางที่ทอดยาวไร้กำหนด..เป็นสมรภูมิที่ต้องเผชิญกับทุกข์และสุข อันยากจะหลีกเลี่ยง..แต่เราทุกคนก็ต้องสร้างและมีความหวังที่จะอยู่รอดเหนือรอยเท้าแห่งโชคชะตาให้จงได้..!
“เมื่อลืมตาดูโลก/จักรวาลก็ไม่ได้บอกว่า คุณอาจมีอายุถึงเมื่อไหร่/คุณล่วงหน้าไปก่อนแล้ว/มีเพียงเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้/ หยดน้ำตา หยาดเหงื่อ ของวันเวลาฝากไว้ข้างหลัง/ให้คนอย่างพวกเรานึกถึง/พวกเราที่ยังคงเผชิญทุกข์ สงคราม ความยากจน/หาทางออกของความหวังที่ต่างเชื่อมั่นว่า จะมีในสักวันหนึ่ง/ คุณอาจไปยืนตรงนั้น/มองมนุษย์ตัวเล็กกระจิดริดเดินเป็นวงกลม/อยู่ตรงประตูทางออก/แล้วคิดถึงคุณ/อ่านบทกวีให้คุณ/แทนคำอวยพรที่คุณส่งให้/เพื่อจะถามกันและกัน..เป็นคำถามสุดท้าย..”
บทกวี..ที่เปรียบดั่ง “รอยเท้าบนต้นไม้” เหยียบยืนและย่างก้าวไปบนสายทาง อันซ้อนซับอย่างแผ่วเบา..ท่ามกลาง “เพลงฝันแห่งสัจจะและจินตนาการ” นานา..ระหว่างในระหว่างของการเผชิญหน้ากับรูปรอยอันเปล่งประกาย ของความรู้สึกรัก ย่อมต้องมีเสียงหัวเราะแห่งความห่วงหาระคนอยู่..!
“..กับคุณฉันไม่เคยคิดจะครอบครองตั้งแต่ต้น/สงวนความสัมพันธ์เสมือนภาพทุกภาพ(ระหว่างเรา)/ ที่คุณส่งให้/..ขณะที่เราต่างมั่นใจว่าการพบเจอทุกครั้ง/เป็นเพียงความบังเอิญ/ ... ข้อความที่เราผลัดกัน ค้างเติ่ง ข้ามปี/กลับมีเสียงหัวเราะห่วงใยในบางวัน/ฉันหลบมองคุณเก็บผักสวนครัวมาทำก๋วยเตี๋ยว/บางวันเป็นสลัดยามบ่าย/เสียงฝีเท้ายวบยาบเหยียบหญ้าซึ่งฉันได้ยืนอยู่อีกทาง/ ผลไม้เหล่านั้นที่คุณส่งให้หวานน่าดู/รสมะม่วงฉ่ำฝน/ฟังเสียงคุณไกลๆ/มองก้อนเมฆทุกก้อนไม่สวยเท่าก้อนเมฆผสมหมอกยามเช้า/และ “รอยเท้าบนต้นไม้” ของคุณ..”
...ความยั่งยืนแห่งผัสสะของชีวิตอยู่ที่การค้นหาและค้นพบรากเหง้าของการตีความแห่ง การดำรงอยู่..การสังเกตเห็นและการรับรู้ในความรู้สึก ต่อ “คู่ชีวิต” อันเป็นคู่เคียงของความรัก ณ ระหว่างและท่ามกลางลีลาชีวิต ที่ดำเนินมา ดำรงอยู่ และ ดำเนินไป นับเป็นฉากแห่งชีวิตอันสำคัญต่อนิวาสถานของความรักในกันและกันได้เสมอ..
“บางครั้งการรักใครสักคนมาก/ไม่อยากสูญเสียมันไป/รู้ตัวอีกที..คนบางคนหายไปโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว/ ขอบฟ้ากว้างนะ/แต่หัวใจกว้างกว่า/หวังว่าคุณจะเดินทางมาพบกันอีกครั้ง/ไปสู่ทางระหว่างชีวิตของกันและกัน”
บทกวีของ “สิริวตี” ที่วาดแต่งและเขียนออกมาในแต่ละบท..คือ “ตัวบท” ของธารสำนึก ระหว่างหัวใจที่ทอดผ่านถึงกัน แม้จะไม่ได้เป็น “บันทึกแห่งความทรงจำใดๆ” ก็ตาม..
“ฉันเฝ้าเปิดเพลงที่คุณส่งให้/แม้ว่าระหว่างเราไม่เคยมีบันทึกทรงจำใดๆ/สร้างความหมายระหว่างการมีชีวิต/ เพียงแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าหยาดเหงื่อในสังคม ของคุณและฉัน/เพลงที่คุณส่งให้/ยังฟังโดดเดี่ยว/ ฉันแปรมันทั้งหมดเป็น “ตัวบท”/ส่งกลับเป็นบทกวี/จนกว่าเราจะไม่มีกันและกันอีก/”
“สิริวตี” สรรสร้างรวมบทกวีชุดนี้ของเธอ ดั่งการตัดขาดปรากฏการณ์ของอดีตที่ล่วงผ่าน เพื่อมุ่งสู่ชีวิตใหม่ในความรู้สึกใหม่ ด้วยลมหายใจของจิตวิญญาณ และด้วยภาษาที่งดงามในล้ำลึก เป็นจิตรกรรมแห่งอารมณ์ความรู้สึก ในนามของบทกวีอันติดตรึงและทรงจำ..!
“เป็นความทรงจำที่ไม่ได้กำหนดทิศทาง/มาจากวันที่คุณอ่านบทกวีสักบทให้ฟัง/ แหงนคอฟังคุณ/เรารู้จักกันจริงๆหลังจากนั้น/ในฐานะคนชั้นกลางที่คุณเล่าเรื่องราวผ่านร้อนหนาว/ ในต้นราตรีหนึ่ง/ฟังคุณจินตนาการถึงการเร้นหายตัวในห้องสมุดยามค่ำ/บาดแผลคนละเส้นแบ่งเวลาในชั่วยามแห่งการรำลึกถึง/..ซึ่งมิอาจย้อนกลับ../ คิดถึงราตรีนั้น/เราไม่มีแม้แต่บทจบสนทนา/แม้แต่คำบอกเล่าค้างหูกอบเก็บไว้/...และ ลมหายใจที่เหลือเพื่อวันใหม่ ...ไม่ใช้ลมหายใจต่อจากเมื่อวาน.../”
นี่คือ..องค์รวมของ “กวีแห่งรัก” ในสามบทตอนแห่งความหมายของการบอกกล่าวผ่านตัวละครสู่ตัวละคร/ผ่านนัยสำนึกเชิงประจักษ์สู่ผลลัพธ์แห่งการโอบประคองความรู้สึกรักอันอเนกอนันต์...!
“คุณชอบสบตากับปีศาจภายในของผู้หญิงคนหนึ่ง/ที่มันค่อนข้างไร้สาระ/ฟังเสียงอาละวาดโวยวาย ไม่มีที่มาที่ไป/และปล่อยให้สงบลงโดยไม่พูดอะไรเลย/นอกเสียจากหัวเราะเมื่อปีศาจเดินจากไปแล้ว../”
สู่บทตอนที่สอง...ผ่านนัยชีวิตที่ซับซ้อน ผ่านวัตถุดิบทางภาษาอันซ้อนซับ..“ชีวิตของบทกวี” ได้ขึ้นไปอยู่เหนือพันธนาการแห่งจิตนิวรณ์ใดๆ..!
“ฉันยังอยู่กับวัตถุดิบทางภาษาและการรับรู้อันซับซ้อน/ ชีวิตทุกชีวิตซับซ้อนจนมิอาจขานไข/ด้วยกุญแจของภาษาหรือสะพานแห่งเหตุผล/ไม่มากไปกว่านั้น/ ใครกันจะรู้ว่า/บ้านที่แท้จริงของบางคนอยู่ในบทกวี/ไม่เร่าร้อน ไม่เร่งรีบ และ เย็นใจ/มันอาจประกอบสร้างเป็นอนุสาวรีย์สักวันหนึ่ง/ออกแบบเป็นโวหารในบริบทความทรงจำร่วม...ระหว่างกัน”/สุดท้าย...การเปล่งประกายด้วยแสงฉายของ “คนอันเป็นที่รัก” ก็คือบทสรุปแห่งห้วงชีวิตหนึ่งของ..สำนึกคิดและจิตวิญญาณในความเป็นบทกวี...อันเป็นที่สุด..
“วันวานและวันนี้ของคุณหยุดลงแล้ว/ในความทรงจำอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ/ ที่นี่เปล่งประกายด้วยแสงของคุณ/ฝากเลือดเนื้อ ชีวิต จิตวิญญาณในบทกวีไปถึง/ ฉันหวังเพียงว่าตรงนั้น/จะมีบทกวีให้คุณอ่านระหว่างการรอคอย/ เจอกัน ณ ที่ใดที่หนึ่ง/และที่นั่นจะมีบทกวี/ระหว่างเรา...”/
..จากความแผ่วเบาในศิลปะแห่งลมหายใจของชีวิต ผ่านกาลเวลาอันทบทวีในความยอกย้อน/จากความความเพรียวบางของละอองอารมณ์อันสั่นไหว สู่ความมืดดำหน่วงหนัก ของภาวะสำนึกที่ตอกตรึงอยู่กับคลื่นลมแห่งจิตอันสะทกสะท้อน นัยแห่ง “มณีแสงนิล” จึ่งเจิดจ้าขึ้นด้วยเนื้อในแห่งรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งและทอประกายอันอ่อนโยน...สู่การรับรู้แห่งใจสู่ใจระคนกัน..!
และนี่คือความงามและความหมายที่ “สิริวตี” ได้ถักทอขึ้นด้วย..สัญญะแห่งบทกวี..ในประสบการณ์และเป้าหมาย ของความเป็นชีวิตที่อยู่เหนือ..รอยอำพรางของชีวิต!!!
“ประสบการณ์และเป้าหมายในชีวิตของคุณชัดเจน/หากระยะทางอันยาวไกลหรือที่ไหนสักแห่ง/ มีฉันหรือไม่มี แม้ไม่รู้เลยว่าคุณจะเป็นอย่างไรในชีวิต ฉันกลับมั่นใจว่า......ฉันมีคุณ...”








