ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“...บทเริ่มต้นและลงท้ายของทุกสรรพสิ่ง มักจักอยู่ระหว่างทางของการเดินทางที่จริงแท้และมุ่งมั่น ผ่านประกายไฟที่ลุกโชนของแรงขับเคลื่อนชีวิต... จักสมหวังหรือผิดหวัง ทั้งหมดล้วนอยู่ในเกลียวรอบของการกระทำอันสลับซับซ้อน ประหนึ่ง ‘ชีวิตที่สอง’ ที่อุบัติขึ้นท่ามกลางเจตจำนงของการดำรงอยู่ บนทางเบี่ยงของความเป็นไปแห่งโชคชะตาที่แสนจะวกวน ดุจดั่งการเติบโตบนแรงขยายตัวตนของต้นไม้ ที่ไร้รูปไร้รอยแห่งขอบเขตอันตายตัว
จะทั้งหมดนี้คือ รอยปะทุแห่งภาวะของการแสดงออก ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำๆ เหนือ ‘ความจีรังในความไม่จีรัง’ ซึ่งมนุษย์ทุกผู้ทุกคนจำเป็นต้องหยั่งเห็นให้ได้อย่างชัดแจ้ง..! การได้นั่งมองและได้ทำความเข้าใจกับกองไฟ เหมือนการได้นั่งทำความเข้าใจกับจักรวาล.. พลังงานแห่งความร้อนที่ขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า..
“กองไฟเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง จากความมีอยู่สู่ความไม่มี จากสิ่งที่จับต้องได้จนมลายหายไปกับลม กองไฟหนึ่งกองจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญของการเกิดอยู่ตรงหน้า แต่เป็นความมหัศจรรย์แห่ง ‘ชีวิตที่สอง’ ของต้นไม้.. ต้นไม้ตายยังส่องแสง ยังส่งเสียง ยังให้สีจับตา..!”
สาระแห่งบทเริ่มต้นข้างต้น.. คือหัวใจแห่งแก่นสารของเรื่องสั้นเชิงประสบการณ์ที่แนบชิดกับชีวิต โดย “สุวิชานนท์ รัตนภิมล” นักเขียน กวี.. ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยประสบการณ์แห่งนัยสำนึก
“เรื่องสั้นอันยาวนาน” รวมเรื่องสั้นเกือบยี่สิบเรื่อง ที่ส่องสะท้อนให้ได้ประจักษ์ถึงเนื้อในอันพลิกผัน และเต็มไปด้วยรสชาติแห่งประสบการณ์นานา เป็นความทรงจำที่แฝงฝังตัวตนดั่งเงาติดตามที่ยากจะลบเลือน!
“กลิ่นควันไฟ กลิ่นไม้ผสมกับยางไม้ เขม่า ดูสีของไฟพ่นประกายไฟออกมา และฟังเสียงฟืนปะทุ... พูดง่ายๆ ว่าผมหาความเพลิดเพลินจากเปลวไฟได้เสมอทุกครั้ง.. กองไฟมีความวิจิตรพิสดารอยู่ในนั้น..”
บทส่งท้ายที่เป็นเหมือนประกายไฟแห่งการเริ่มต้น ก่อพลังในการหยั่งเห็นและทบทวนชีวิตขึ้นเงียบๆ มันคือน้ำหนักของจิตวิญญาณที่ยึดโยงจิตปัญญาแห่งชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน.. ผ่าน “น้ำหนักแห่งกองไฟ” เหตุนี้.. การทวนทบนัยความหมายของชีวิตจึ่งคลี่คลาย เปิดกว้าง กระทั่งสัมผัสได้ถึงลีลาแห่ง “วัน สิ้น กาล”
“ในมิติของจิตวิญญาณ”.. ความชอบ ไม่ชอบ ความพอใจ ไม่พอใจ เห็นดี เห็นงาม เห็นร้าย โกรธแค้น ชิงชัง เศร้าโศก ยินดี รักใคร่ หลงใหล เก็บไว้ ผลักออก.. ล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรม.. เคลื่อนไหวควบคู่กำกับลงไป ให้กายเคลื่อนไปไหนก็ได้ ตามแต่แรงส่งจากนามธรรมเหล่านั้น..
“ชีวิตเกิดมา... ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์เหลือเกิน! แต่ยามพรากจากไป กลับอัศจรรย์ลี้ลับยิ่งกว่า ง่ายดายวูบวับฉับพลันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว มหัศจรรย์เสียยิ่งกว่าเวลาที่มีชีวิตอยู่เสียอีก ความลี้ลับในชีวิตหลังความตาย ก็ไม่อาจรู้ใดๆ ได้อีกแล้ว..”
ประสบการณ์ชีวิตถือเป็นเครื่องนำทางและชี้ทางชีวิต ที่ “สุวิชานนท์” ใช้ประกอบสร้างงานสร้างสรรค์ของเขาอย่างตั้งใจและเข้าใจอย่างล้ำลึก บทพรรณนาของเขาในแต่ละบทตอนสื่อให้เห็นถึงแสงสะท้อนแห่ง “ฉากและชีวิต” อย่างแยบยล
“บนต้นไม้หน้าผาที่งามที่สุดในโลก” คือโศลกแห่งเรื่องราวอันเป็นทั้งความอัศจรรย์และเร้นลับ.. เนื่องเพราะ.. กว่าจะเดินไปถึงต้นไม้ต้นนั้น ก็ต้องเดินไปจนสุดขอบหน้าผา... หน้าผาด้านหน้ากิ่วลม มองลึกลงไปไม่เห็นก้นของหุบเหว ลิบโล่งไปในเวิ้งกว้าง เห็นแต่ยอดไม้สูงต่ำลดหลั่นร่นลงไปเป็นเชิงชั้น เหมือนขอบโลกสิ้นสุดลงตรงนี้.. เป็นยอดเขาของยอดเขา ตระหง่านอยู่เหนือยอดเขา ต้นไม้แต่ละต้นงอกขึ้นมาจากหิน รากขมวดขดคดเคี้ยวโอบก้อนหินเอาไว้ เหมือนกลัวจะหลุดร่วงตกหน้าผา อายุเกินร้อยปี เพียงแต่เติบโตช้า โตยากลำบาก โตขึ้นมาจากก้อนหิน เมฆหมอก... รากหากินด้วยซอกซอนไปตามรอยแยกแตกของก้อนหิน รากเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ ปูดโปนโหนกนูนจับก้อนหินไว้แนบชิดติดแน่นทนทาน..
“ผมยืนมองตั้งแต่รากจรดปลายยอด มองความแก่ชราคงทนกับสายลมหนาว ลมพัดแรง เรียกว่ายืนอยู่กลางกระแสลม ยืนต้านกระแสลม ไม่ส่งเสียง.. ทั้งกลางวัน กลางคืน..!
...ยอดไม้อยู่ร่วมกับลม เป็นหนึ่งเดียวกับลม!...”
...การอยู่ร่วมและเกื้อกูลเป็นคุณค่าอันเป็นหัวใจของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อสิ่งใดหรืออะไรก็ตาม.. การเยียวยา “กระรอกน้อย” เพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัวต่อไป เป็นสำเนียงแห่งบทเพลงของความกรุณาที่มนุษย์ได้ส่งต่อ “จิตเมตตา” ไปยังเพื่อนร่วมโลก แม้ที่สุดแล้วจะไม่สามารถเหนี่ยวรั้งการมีชีวิตอยู่เอาไว้ได้ แต่มันก็ได้สื่อแสดงถึงสัมพันธภาพแห่งจิตวิญญาณระหว่างกัน..
เรื่องสั้น “ลูกกระรอกมากับลมฝน” สื่อเรื่องราวเล็กๆ แต่กลับให้อารมณ์แห่งสำนึกคิดที่งอกงาม... ในมโนสำนึกของการอุปการะสิ่งหนึ่งสิ่งใดในชีวิต ย่อมสร้างรอยทรงจำที่เกาะกินใจเอาไว้ได้เสมอ..!
“...ตัวอ่อนอะไรก็ไม่รู้ตกลงมาจากต้นลำไย ผมเห็นตัวแดงๆ ตะเกียกตะกายอย่างไร้ประโยชน์ อาจเป็นลูกหนูหรือลูกกระรอก.. แต่ผมเคยเลี้ยงลูกกระรอกในวัยเด็ก ผมจึงคาดเดาไปว่าน่าจะใช่ลูกกระรอกมากกว่า.. ผมไม่เคยเห็นลูกกระรอกตัวแดงๆ อย่างนี้ มิหนำซ้ำยังมีรอยแผลเหวอะตรงหัวมันด้วย มันคงตกใส่ของแข็งสักอย่าง มดสี่ห้าตัวกัดไม่ปล่อย.. ผมพอจะคาดเดาชะตากรรมแห่งชีวิตของมันได้ ว่าจะลงเอยอย่างไรในเวลาอันใกล้... แล้วที่สุดมันก็ตาย.. ผมเดินทางแวะผ่านเข้าไปในอีกชีวิตหนึ่ง ด้วยความตั้งใจจริงๆ ที่จะทำให้มันมีชีวิตรอด แต่ก็ยืดระยะเวลาไปได้เพียงแค่นั้น..!”
..การเขียนนัยเรื่องราวที่แฝงลึกไว้ด้วยสำนึกรู้สึกที่เป็นแรงสะท้อนแห่งจิตเช่นนี้ นับเป็นแรงกระทบใจสำคัญต่อการขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของประภาคารสำนึกเพื่อจะสอดส่องและมองลงมาสู่ลานกว้างของความเป็น “ตัวตนแห่งตัวตน” ที่แท้..
เรื่องจริงแห่ง “ฉากสุดท้ายของนกเถื่อน” ประพันธกรรมแห่งความเป็นสัจจะที่งดงามที่สุดของรวมเรื่องสั้นในชุดนี้ คือเรื่องราวแห่งชีวิตเหนือชีวิต.. คือจิตวิญญาณแห่งความสงบงาม คือความรักความผูกพันที่มีความหมายยิ่งกว่าการมีชีวิตอยู่ใดๆ..! เมื่อคนพลัดถิ่นตัดสินใจฝังร่างกายและจิตใจอยู่บนเบื้องสูงของ “ขุนเขาแห่งจิตวิญญาณ” ชั่วนิรันดร์ หัวใจแห่งความสัตย์ซื่อและภักดีของเขาจึ่งได้รับการเทิดทูนและฝังจำ..!
“ถึงเวลาเคลื่อนโลงไม้ไปยังหลุมฝังใต้ต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำ ช่างเป็นภาพที่ดูขรึมขลังงดงามเหลือเกิน คงไม่มีงานศพไหนจะเรียบง่ายอย่างนี้อีกแล้ว ไม่มีพระนำ แต่มีลูกชายเดินนำหน้าขบวนแบกโลงศพ ผ่านสวนผลไม้ ผ่านต้นไม้ใหญ่สองสามคนโอบสี่ห้าต้น.. ผมอดจ้องมองต้นไม้ใหญ่ยักษ์ไม่ได้ ผมรู้สึกเหมือนดวงตาเศร้าๆ ของต้นไม้ใหญ่ได้ส่งคำอาลัยอาวรณ์มาด้วย ไม่เว้นแม้แต่คำขอบคุณของฝูงปลาในน้ำคงตามมาส่ง... บอกคำขอบคุณที่ไว้ชีวิตปลามาโดยตลอด.. โลงไม้ผ่านมาจนถึงลานใบไม้ที่โล่งลิบสุดสายตา งดงามแก่สิ่งมองเห็นจากระยะไกลๆ ยิ่งนัก บรรยากาศทั้งสงบสบายถึงข้างใน ร่มรื่นและรวมใจเป็นหนึ่ง...!”
..ผ่านการเล่าเรื่อง.. ผ่านบรรยากาศแห่งภาษาใจในทุกเวิ้งขณะ..
“เราช่วยกันคนละมือยกโลงไม้ลงในหลุม แล้วนั่งลงขอขมาลาจาก การให้อภัยต่อกันในทุกเรื่องราว ทั้งต่อหน้าและลับหลัง.. ขอดวงวิญญาณ... ไปสู่ภพที่สงบ.. ทุกคนร่วมตักดินลงหลุม เป็นการส่งชีวิต... ครั้งสุดท้าย.. เป็นภาพติดตาใต้ต้นไม้ใหญ่อายุร้อยกว่าปีที่งดงามเหลือเกิน..!”
ที่สุด... ก็มาถึงเรื่องราวในบทเริ่มต้นที่ผมถือเป็นบทส่งท้ายในการปิดท้ายรวมเรื่องสั้นเล่มนี้.. ผมถือว่า.. จุดกำเนิดถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการให้ข้อสรุป.. อิทธิพลที่เรียนรู้ผ่านอารยธรรมโลก ผ่านโลกตะวันตกในยุคสมัยใหม่ คือประกายไฟอันแท้จริงต่อการจุดคบเพลิงแห่งสัญชาตญาณการตื่นรู้ให้ทอประกายขึ้นแก่ห้วงชีวิต ณ ขณะนั้น.. ให้ลุกโชนและเป็นตราประทับแห่งจิตวิญญาณตราบมาจนถึงทุกวันนี้..
ภาวะแห่งศรัทธาต่อหลักคิดและปรัชญาของเหล่าปราชญ์สมัยใหม่ในความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคล ล้วนคือเครื่องกรองแสงแห่งความมุ่งมั่นในตัวตน.. ไม่ว่าจะเป็นจาก นิทเช่, โกแกง, ปีกัสโซ, เซซาน, แวนโกะห์ กระทั่ง ฌอง ปอล ซาร์ตร์ ทุกคนอยู่ในวิถีธรรมแห่งศิลปะที่พร้อมจะถูกเรียนรู้ผ่าน “ยูโทเปียทางศิลปะนานา”.. ทั้งแบบแผนของผลงาน หรือกระทั่งลีลาที่เป็นทั้งดีและชั่วของชีวิต.. มืดมนหรือเจิดกระจ่างในมิติของศรัทธา..
การเรียนรู้ชีวิตเยี่ยงนี้คือเบ้าหลอมของการปลูกสร้างสำนึกคิดอันเป็นตัวเป็นตนและไม่เคยตายไปจากใจในเวลาต่อๆ มา..
“เรารู้นี่ว่าเราต้องการอะไร ไม่ชอบอะไร และต้องการอะไร ปรัชญาการใช้ชีวิตของเด็กๆ ที่ใฝ่ฝันที่จะเป็นอาร์ติสต์ หาได้ที่ไหนกัน ถ้าไม่ไปอยู่ร่วมจะรู้วิธีคิดของเขาได้ยังไง?”
ใจความสำคัญจากเรื่องสั้น “บ้านอาร์ติสต์..” ก่อเกิดเป็นข้อตระหนักขึ้น ผ่านยุคหนึ่งมาสู่ยุคหนึ่ง.. ล่วงสู่ยุคสมัยสามัญ จนบรรลุถึงเวลาสมัยแห่ง “ยูโทเปีย” อันยากจะเอื้อมถึง.. คำถามแห่งชีวิตประเด็นสำคัญจึงเกิดขึ้น...!
“มหาวิทยาลัยผลิตคนนอกกรอบได้ง่ายเสียเมื่อไหร่.. พวกเบ้าหลอมมีกรอบทั้งนั้นแหละ ดูเด็กๆ พวกนี้สิ พวกเขาไม่ใช่ไม่มีความฝัน แต่อยากโตอีกแบบ แบบไหนไม่รู้ล่ะ แต่มหาวิทยาลัยคงไม่มีให้เขา..!”
..ว่ากันว่า.. การเปลี่ยนแปลงในชีวิตหนึ่งนั้นเกิดขึ้นกับใจของเราได้เสมอ.. จากการเรียนรู้ในความไม่รู้เมื่อวัยเยาว์ สู่ปริศนาแห่งความสงสัยในขบวนการยอกย้อนไร้ทิศทางแห่งเหตุผลของบทสรุปเมื่อเติบใหญ่ขึ้น.. นั่นจึ่งเป็นดั่ง “ข้อคำถามแห่งความไม่รู้อันยาวนาน” ที่เปิดเปลือยถึง “โครงกระดูกของรอยร่างแห่งชีวิต” ที่ไม่อาจควบคุมหรือโอบประคองเอาไว้ได้ตลอดกาล..!
ดั่งนี้.. ถึงเราจะมีจุดกำเนิดมาจากไหนก็ตาม.. เมื่อหยั่งเห็นและรู้ตัวว่าชีวิตได้มีการเดินทางด้วยก้าวย่างอันล้ำลึกแล้ว.. คำตอบแห่งคำถามเหนือวิกฤตแห่งความเป็นชีวิตย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ.. เหนือความเข้าใจแห่งความเข้าใจใดๆ..
..นี่คือ “เรื่องสั้นอันยาวนาน” จากชีวิตที่แสนสั้น ในมรรคาชีวิตนานาที่ชีวิตมีโอกาสทั้งได้เลือกและไม่ได้เลือก แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนคือเงาร่างแห่ง “ต้นไม้อันเปิดเปลือย” เหนือสัจจะของชีวิต และใต้ความลวงหลอกของโลกลวงตา..!
“..ต้นไม้ไม่เรียกร้องใครให้มาเห็นอกเห็นใจ ต้นไม้ไม่โอดครวญ ต้นไม้ไม่แบกความดี.. ต้นไม้ไม่ยืนบอกความเลวด้วย ต้นไม้ไม่ตะโกนด่าทอก้าวก่ายชีวิตใคร ต้นไม้ไม่ประกาศความงาม ต้นไม้ไม่บอกกล่าวความเก่งกาจด้วย... ผมโอบกอดโคนต้นไม้ไว้แน่น เงยหน้าขึ้นมองกิ่งก้านไปด้วยความชื่นชม สัมผัสในความแห้งแข็งช่างมากมาย.. ด้วยกระแสเสียงของความอ่อนโยน..!”
#ปากกาขนนก #สกุลบุณยทัต #เรื่องสั้นอันยาวนาน #สุวิชานนท์รัตนภิมล #วรรณกรรมไทย #เรื่องสั้น #จิตวิญญาณ #ปรัชญาชีวิต #บทความเชิงลึก #ชีวิตและการเดินทาง #แรงบันดาลใจ #สัจธรรมชีวิต #siamrathonline








