ปากกาขนนก /สกุล บุณยทัต
“...ชีวิตที่สามารถก่อเกิดอิสรภาพสู่ความรู้สึกของหัวใจที่งดงามได้ ย่อมคือ..ชีวิตที่สงบงาม เจิดกระจ่างและพ้นจากบ่วงทุกข์ เป็นภาวะแห่งการตระหนักรู้ของตัวตนที่ต้องหยั่งเห็นอยู่ทุกเมื่อ..
นี่คือวิถีธรรมที่สุจริต ต่อนัยของความเป็นชีวิตที่มีคุณค่า ต่อการนำพาความสุข เพื่อให้มาโอบอุ้ม..ประคองชีวิตไว้อย่างยั่งยืน... เป็นแสงฉายแห่งลมหายใจของปัญญา..ที่เลอค่า..
หากแต่เมื่อใดก็ตามที่ความทุกข์เศร้าใดๆ..ได้โหมกระหน่ำเข้ามาสู่ทั้งกายร่างและจิตวิญญาณของเรา..ห้วงเวลาของการตื่นรู้ จึ่งกลายเป็นดั่ง ‘หนังสือสัญญาณ’ ที่สามารถทำให้ ‘มนุษย์แห่งทุกข์’ ทุกคน สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในชีวิตต่อไปได้..
ว่ากันว่า อาจมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้เราพ้นทุกข์แห่งใจไปได้อย่างสุขสงบ.. นั่นก็คือ ‘จักต้องเห็นทุกข์ในใจของตน’ เป็นเบื้องต้น.. ซึ่งวิถีดังกล่าวนี้ จักเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนทุกคน..ได้พานพบและประจักษ์ใน ‘อิสรภาพของชีวิต’ แล้ว..เพียงเท่านั้น!”
...สาระอันล้ำลึกเบื้องต้น คือแก่นรากของหนังสือที่เลอค่า โดยปราชญ์แห่งจิตวิญญาณคนสำคัญของโลก “จิดดู กฤษณมูรติ” (Jiddu Krishnamurti) ผู้เป็นนักคิดและครูทางจิตวิญญาณชาวอินเดีย และเป็นผู้ที่ปฏิเสธการเป็นคุรุแห่งโลกตามที่สมาคม “เทโอโซฟี” ได้วางเอาไว้.. เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและจิตวิทยาของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่..!
“แห่งอิสรภาพของชีวิต” (The Book of Life).. คือหนังสือที่เลอค่าของเขาเล่มนั้น.. ที่สอนให้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งการรับฟัง ให้เหมือนดั่งที่แผ่นดินน้อมรับเมล็ดพืช และเกิดความตระหนักถึงว่า.. จิตใจสามารถเป็นอิสระและเข้าสู่ความว่างได้หรือไม่? ว่ากันว่า.. จิตใจจะว่างได้ก็ต่อเมื่อมันเข้าใจถึงแรงสะท้อนฉาย.. ของความรู้สึกนึกคิดต่างๆ... ของมันเอง..!
ความเคลื่อนไหวของมันหาใช่การเคลื่อนไหวแบบลักปิดลักเปิด แต่ในทุกๆ วัน ทุกๆ ขณะ ท่านจะได้รับคำตอบ และเมื่อนั้นท่านจะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องไปร้องขอกับใคร.. และ..ในภาวะแห่งความว่างที่สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จักต้องบ่มเพาะ มันอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว มันอยู่และมาอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องเชื้อเชิญ และในภาวะนั้นเท่านั้น.. ที่เปิดโอกาสให้ความใหม่ได้เกิดขึ้น...!”
..ประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ที่สามารถกล่อมเกลาจิตปัญญา และเสริมส่งแนวคิดอันเป็นคุณที่สามารถเสริมส่งชีวิตได้ มีอยู่หลายประการที่ควรคิด น่าจดจำ และเป็นแบบอย่างของการเรียนรู้ที่ดิ่งลึกสู่ภายใน.. ดั่งเช่น:
รากฐานแห่งการพบความว่างที่สร้างสรรค์: ขณะยามที่จิตใจว่างเปล่าจากอดีต ความกลัว และภาพลักษณ์.. ชีวิตก็จะบังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยปราศจากการร้องขออย่างสิ้นเชิง..
อิสรภาพ..จักต้องมาจากศูนย์กลาง: เนื่องเพราะอิสรภาพที่แท้จริง ย่อมเกิดขึ้น เมื่อความเป็นตัวตน หรือจุดศูนย์กลาง (Ego) ดับสูญไป ซึ่งเมื่อนั้น “ความรักที่แท้” จึ่งจะเกิดขึ้น..!
การรู้จักตนเอง (Self-Knowledge): “กฤษณมูรติ” ได้เน้นย้ำต่อโลกแห่งทุกผู้ทุกคนว่า ปัญหาของชีวิตและการเป็นทุกข์นั้น เกิดขึ้นจากการที่คนเราไม่รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ เหตุนี้ “การสังเกตตนเอง” จะทำให้มนุษย์เราสามารถมองเห็นถึงความจริงได้..!
ชีวิตสมควรต้องปล่อยวางจากอคติและกิเลส: อันหมายถึงการปล่อยวาง อิฐ หิน ดิน ทราย ของความทุกข์ทั้งปวงในจิตใจออกไปให้พ้น เพื่อสามารถที่จะ.. เข้าสู่ภาวะแห่งการดำรงอยู่ของปัญญาและความรักได้อย่างยั่งยืนแท้จริง..!
สุดท้าย..การตระรู้จากการมองชีวิตด้วยความทุกข์และความสุข: ผ่านวิถีแห่งการเรียนรู้ที่ชีวิตจักต้องดำรงอยู่ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาวะแห่งความเป็นสุข หรือจะเป็นภาวะแห่งความทุกข์ที่แสนสาหัส โดยไม่ต้องหลีกหนี เพื่อจะได้เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งในที่สุด..!
การมุ่งเน้นต่อมุมมองชีวิตในแต่ละด้าน เป็นสิ่งที่ควรค่าและจำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ยิ่งกว่าการคิดแต่จะชดใช้กรรม เป็นการปลุกตื่นให้เข้าใจถึงความจริงและการพัฒนาในทางจิตวิญญาณ.. ต่อๆ ไป..!”
...365 ข้อคิดที่รวมกันเป็นหนังสือเล่มนี้ คือส่วนต่างๆ จากบทบรรยายกว่าสิบปีของ “กฤษณมูรติ” คือบทสรุปของการชี้ให้เห็นถึง “อิสรภาพที่แท้จริง” อันหมายถึงการหลุดออกมาจากเงื่อนไขของความกลัว ตลอดจนความเชื่อเดิมๆ ด้วยการสังเกตจิตใจภายในของตนเองอย่างตรงไปตรงมา.. ด้วยการ...!
สังเกตโดยไม่ตัดสิน.. ซึ่งแท้จริงแล้วประเด็นสำคัญนี้ จะครอบคลุมด้วยการมองดูความเกลียด ความกลัว หรือความอิจฉาของตนเองโดยไม่ตัดสินว่าดีหรือชั่ว ซึ่งก็จะช่วยให้จิตใจสงบและเข้าใจตนเองได้มากยิ่งขึ้น..!
...การมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยหลักยึดที่ว่า “ปัจจุบันคือความจริง” โดยไม่มีเงื่อนไขของความทรงจำและการเคลื่อนไหวสู่การคาดหวังแห่งอนาคต คือ “การดำรงชีวิตที่แท้จริง”
การมีความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) อันหมายถึงการรู้ตัวอย่างถ่องแท้ในทุกๆ ขณะแห่งชีวิตประจำวัน ย่อมคือ “กุญแจสำคัญสู่การพัฒนาจิตใจ”
นั่นเป็นการสรุปเน้นว่า.. อิสรภาพที่แท้จริงต้องเริ่มขึ้นที่จิตใจ ไม่ใช่การทำตามใจชอบ แต่เป็นการหลุดพ้นจากการครอบงำของอดีต ความเชื่อ และจารีตประเพณี.. และที่สำคัญ “กฤษณมูรติ” ได้ระบุถึงนิยามของความรักว่า.. “ความรักไม่ใช่การครอบครอง ไม่ใช่การยึดติด หรือเป็นการแสดงถึงความเห็นแก่ตัว แต่มันเป็นการให้ และเป็นความเข้าใจโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ”
ในรอยทางแห่งบรรณภพของชีวิต “กฤษณมูรติ” ได้ให้องค์ความรู้เพื่อการประกอบสร้างอันถาวร.. ผ่านจิตศรัทธาของหนังสือเล่มนี้ อันเนื่องมาแต่บทบรรยายอันลึกล้ำในหลายที่หลายแห่ง ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องและเกี่ยวเนื่องกันในหลายๆ ขวบปี..
“การแสวงหาหนทางพ้นทุกข์เป็นเรื่องที่ไร้สาระและเสียเวลา ทั้งหมดที่เราต้องทำคือ ‘เป็นอิสระจากสาเหตุแห่งทุกข์’ และเราจะเป็นอิสระจากสาเหตุแห่งทุกข์ได้ ก็เนื่องมาจาก ‘การรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง’ นั่นเอง..! และเมื่อความจริงถูกแสวงหา สิ่งที่จะพบก็คือสิ่งที่ออกมาจากความโง่เขลา เพราะการแสวงหาหรือการตามหานั้นก็มาจากความโง่เขลาเช่นเดียวกัน ท่านไม่สามารถตามหาความจริง ‘ท่านต้องหยุดตามหา’ เพื่อว่าความจริงจะได้ปรากฏ..
...ครั้นเมื่อคำตอบอยู่ในคำถาม ความจริงก็อยู่ในสิ่งที่เป็นอยู่ หากเราสามารถเข้าใจได้ เมื่อนั้นเราก็จะรู้จักความจริง”
ความจริงจะถูกพบ ณ ทีละขณะ / ความคิดสร้างผู้คิด / จงสบตากับความจริง / มีเพียงสิ่งที่ตายเท่านั้นจะเริ่มต้นใหม่.. ในความตาย มีความตาย การไม่เป็นอะไรเลยเป็นจุดเริ่มต้นของอิสรภาพ ภาวนาคือการเริ่มต้นการรู้ตน..
นี่คือแนวคิดที่หยั่งคิดต่อการพิจารณาเนื้อในของความเป็นชีวิต ผ่านสำนึกคิดอันเนื่องมาแต่ “มโนจริต” นานา.. ความรักจะมาเมื่อจิตใจเงียบ นิ่ง และไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง.. ความงามและความรักนั้นเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแน่นอน หากปราศจากความรัก มันย่อมปราศจากความงาม และหากปราศจากความงาม มันก็ปราศจากความรัก
“ความรักไม่ใช่ตัวตน ตัวตนไม่สามารถซาบซึ้งในความรัก.. เมื่อกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารัก’ และแล้วในคำพูดนั้น ในประสบการณ์นั้น ความรักจะสูญไป แต่เมื่อท่านมีความรัก ท่านย่อมไม่มีตัวตน ตัวตนย่อมไม่มี”
..คำสอนที่ไม่ได้ใช้จิตอันซัดส่ายปรุงแต่ง ย่อมง่ายงามและสงบนิ่งเช่นนี้เสมอ มันคือผลลัพธ์แห่งการภาวนาด้วยจิตอันสูงส่งและดวงใจอันเห็นแจ้ง.. สิ่งที่ตายเท่านั้นจะเริ่มต้นใหม่ ในความตาย มีความไม่ตาย เราต้องมีชีวิตทุกวันและตายทุกวัน เพราะนั่นท่านจะได้สัมผัสกับชีวิต “ชีวิตคือความตาย และความตายรอคอยท่านอยู่ ท่านไม่สามารถโต้เถียงกับความตายเหมือนที่ท่านได้โต้เถียงกับชีวิต..”
“แห่งอิสรภาพของชีวิต”.. คือบทบันทึกแห่งศิลปะของความคิด เป็นประกายไฟที่โชนแสงของการทบทวนและตื่นรู้ในทางจิตวิญญาณ เพื่อจะตอบโต้กับความชั่วอันมืดมนที่จะมาปะทะและทุบทำลายชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ณ ในขณะใดก็ตาม.. ความชั่วก็คือความชั่ว มันไม่สามารถสร้างความดีให้เกิดขึ้นได้ สงครามไม่มีทางที่จะเป็นวิธีที่จะนำไปสู่สันติภาพได้อย่างแน่นอน และเมื่อเราต้องตกอยู่กับภาวะที่ขลาดกลัว ขอให้เราพยายามเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาวะอันอ่อนแอและมืดมนที่สุดของชีวิต
“ท่านไม่สามารถขจัดความกลัวออกไปจากชีวิตได้ เมื่อชีวิตของท่านปราศจากความเข้าใจ”
... รองศาสตราจารย์ โสรีช์ โพธิแก้ว... “ครูเมื่อวัยหนุ่ม” ผู้เพิ่งจะลับล่วงของผม.. ครูผู้สร้างความรักในมือของความรู้แด่ศิษย์ ด้วยจิตอันเป็นกรุณา แปลและถอดความนัยใจความของหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างหนักแน่น เปี่ยมเต็มหัวใจแห่งการรับรู้ในความรู้สึก มันคือ..นิวาสถานของความทรงจำที่ทั้งอ่อนโยน ตรึงติด และเป็นความรักแห่งนิรันดร์..
“..ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ไม่สนใจว่าใครจะมาดอมดม หรือใครจะหันหลังให้กับมัน ความรักก็เช่นเดียวกัน ความรักไม่ใช่ความจำ ความรักไม่ใช่สมบัติของความคิดและเหตุผล แต่มันปรากฏออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับ..ความกรุณา.....”
#ปากกาขนนก #กฤษณมูรติ #TheBookOfLife #พัฒนาจิตใจ #รู้จักตนเอง #อิสรภาพของชีวิต #ข้อคิดชีวิต #สายธรรม #บทความเชิงลึก #siamrathonline








