ดนตรี / ทิวา สาระจูฑะ
คนเราเมื่อถึงวันหนึ่งก็ต้องอำลาจากโลกนี้ไปทุกคน ต่างกันแต่ว่าใครจะได้รับการจดจำและทิ้งผลงานที่สร้างไว้มากน้อยเท่าใด
ในประวัติศาสตร์ของธุรกิจดนตรีระดับโลก หากไม่นับศิลปินที่ต้องออกหน้าออกตาเพื่อขายผลงาน มีผู้บริหารระดับบนสุดไม่มากนักที่สาธารณชนรู้จักในวงกว้าง และสื่อมวลชนเรียกกันว่า ยักษ์ใหญ่หรือผู้ทรงอิทธิพล (Titan) หรือเจ้าพ่อ (Mogul) อย่าง อาห์เหม็ด เออร์เทกัน, เบอร์รี่ กอร์ดี้, โม ออสติน, เดวิด เกฟเฟ่น, โจ สมิธ หรือ วอลเทอร์ เยทนิคอฟฟ์ และในบรรดาชื่อแถวบนแบบนี้จะขาด ไคลฟ์ เดวิส ไปไม่ได้
เดวิส จากไปเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา ที่บ้านของเขาในแมนฮัตตัน หลังจากพบปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจที่เกิดขึ้นระยะสั้นๆ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต แต่ เดวิส ก็มีอายุถึง 94 ปีแล้ว ถือว่าเป็นไปตามวัย เขากลายเป็น Titan คนสุดท้าย เพราะธุรกิจดนตรีทุกวันนี้ซอยแยกส่วนต่างยิบย่อย จนไม่มีใครคนใดคนหนึ่งทรงอิทธิพลได้เหมือนอดีต
เดวิส ได้รับรางวัลเกียรติยศทางดนตรีมากมาย รวมทั้งแกรมมี่ 4 รางวัล และได้รับการบันทึกชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศแห่งร็อค-แอนด์-โรลล์ โดยที่เขาไม่ได้เป็นศิลปิน, นักดนตรี หรือนักแต่งเพลง แต่อย่างใด คุณูปการของ เดวิส มีมากมายในฐานะนักบริหารผู้สร้างโมเดลใหม่ๆ ให้กับธุรกิจดนตรี สร้าง, ผลักดัน และฟื้นฟูอาชีพ ให้ศิลปินมากมายสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
จากครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิวในบรู๊คลีน, นิวยอร์ค เดวิส เรียนจบด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และจบด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 1956 ตอนเป็นนักกฎหมายดาวรุ่ง สำนักงานกฎหมายที่เขาสังกัดอยู่มี ซีบีเอส (ชื่อเดิม CBS – Columbia Broadcasting System) เป็นลูกค้าอยู่ด้วย ความสามารถคงไปเข้าตาฝ่ายบริหารของ ซีบีเอส จึงได้จ้าง เดวิส เป็นที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของ CBS และต่อมาก็เป็นรองประธานฝ่ายบริหารในวัยเพียง 28 ปี
จากปี 1967 ถึง 1973 เดวิส รั้งตำแหน่งประธานบริษัท โคลัมเบีย เรคอร์ดส์ สังกัดเพลงในเครือข่าย ซีบีเอส ด้วยสายตาที่แหลมคม เขาเซ็นสัญญากับศิลปินหนุ่มสาวหลายราย ซึ่งต่อมากลายเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ ทำรายได้มหาศาล หรือเป็นตำนานของวงการดนตรี เช่น โดโนแวน, โทนี่ ออร์แลนโด แอนด์ ดอว์น, เจนิส จอปลิน, ลอร่า นีโร่, ไซม่อน แอนด์ การ์ฟังเก้ล, ลีนน์ แอนเดอร์สัน, ซานตาน่า, ชิคาโก, บลัด สเวท แอนด์ เทียร์ส, บิลลี่ โจเอล, บรู๊ซ สปริงสทีน, ล็อกกิ้นส์ แอนด์ เมสสิน่า, แอโรสมิธ, พิงค์ ฟลอยด์, เอิร์ธ วินด์ แอนด์ ไฟร์ ฯลฯ
แต่ในปี 1973 เดวิส ถูกไล่ออกด้วยข้อกล่าวหาใช้เงินผิดประเภท จัดหายาเสพติดให้ศิลปิน และติดสินบนดีเจสถานีวิทยุ ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ และเขาเองก็ปฏิเสธทั้งหมด
โดยทันทีในเวลาอีกปีถัดมา เดวิส สร้างบริษัทเพลงใหม่ชื่อ อริสต้า ซึ่งประสบความสำเร็จท่วมท้นด้วยการเซ็นสัญญาศิลปินมากฝีมือทุกสาขาดนตรี เช่น แบร์รี่ แมนิโลว์, แพ็ตตี้ สมิธ, เมลิสสา แมนเชสเตอร์, ดิ เอ๊าท์ลอวส์, เอริค คาร์เมน, เบย์ ซิตี้ โรลเลอร์ส, เคนนี่ จี, มิลลี่ วานิลลี่, เอซ อ็อฟ เบส, แอร์ ซัพพลาย, เรย์ พาร์เคอร์ จูเนียร์ แอนด์ เดอะ เรย์ดิโอ, อแลน แจ็คสัน, บรู๊คส์ แอนด์ ดันน์, แพม ทิลลิส ฯลฯ จนถึงรุ่นหลังปี 2000 อย่าง เวสต์ไลฟ์, อลิเชีย คีย์ส, แบร๊ด เพสลี่ย์, อัสเชอร์ และดาวดังสายฮิป-ฮ็อปอีกหลายคน แม้ภายหลัง เดวิส เองยอมรับว่า เขาไม่ค่อยเข้าใจดนตรีแร็ปสักเท่าไหร่
ศิลปินที่ เดวิส นำมาปลุกปั้นและโด่งดังมีมากมาย แต่ไม่มีใครกลายเป็นตำนานได้เร็วที่สุดเท่า วิทนี่ย์ ฮูสตัน หลังจากคืนหนึ่งในปี 1985 ที่เขาได้ดู วิทนี่ย์ ร้องเพลงในคลับแห่งหนึ่ง และจับเธอเซ็นสัญญาทันที วิทนี่ย์ กลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่ประสบความสำเร็จจากการขายผลงานมากที่สุดในโลกก่อนที่เธอจะเสียชีวิต
นอกจากนี้ เดวิส ยังนำศิลปินรุ่นเก่าที่ชื่อเสียงเริ่มแผ่วไปแล้ว และเคยอยู่กับเขาที่ โคลัมเบีย มาเข้าสังกัด อริสต้า อีกหลายราย เช่น ดิออนน์ วอร์วิค, คาร์ลี่ ไซม่อน, เกรทฟูล เด๊ด, เดอะ คิงค์ส, กิลล์ สก็อตต์-เฮอรอน และ ลู รีด แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การฉุดดึง ซานตาน่า ที่ชื่อเสียงเจือจางไปมาก ให้กลับมาดังระเบิดโลก ด้วยการเซ็นสัญญาและวางแผนในการออกอัลบั้ม Supernatural ในปี 1999 ที่นำศิลปินรุ่นใหม่เข้ามาทำงานร่วมกับยอดมือกีตาร์
Supernatural ทำให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกกลับมารู้จัก ซานตาน่า อัลบั้มทำยอดขายรวมทั่วโลกกว่า 30 ล้านชุด และกวาดรางวัล แกรมมี่ ไปถึง 9 รางวัล สถิติตี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
ช่วงหลังปี 2000 เดวิส ยังเคลื่อนไหวในธุรกิจดนตรีสม่ำเสมอ เขาตั้ง เจ เรคอร์ดส์, เป็นประธานบริษัท บีเอ็มจี ควบรวม อาร์ซีเอ อดีตยักษ์ใหญ่ ต่อมาก็ควบรวมกับ โซนี่ มิวสิค เอนเทอร์เทนเมนท์ ซึ่งขณะนั้นซื้อ ซีบีเอส มาไว้ในมือ ก่อตั้งเป็น โซนี่ บีเอ็มจี เท่ากับว่า ในที่สุด ซีบีเอส ที่เคยไล่เขาออกก็ต้องกลับมาอยู่ในอำนาจของเขาอีกครั้ง
แม้วันนี้ ไคลฟ์ เดวิส จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ที่เขาสร้างไว้จะยังถูกพูดถึงไปอีกนานเท่านาน ตราบใดที่โลกยังมีธุรกิจดนตรี








