บ้านกอก – บ้านจูน สะจุก–สะเกี้ยง จังหวัดน่าน แผ่นดิน น้ำ ป่า ภูเขา และวิถีชุมชน รับการฟื้นฟูพัฒนา “คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน”
นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ ได้เล่าให้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ณ โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านสะจุก-สะเกี้ยง ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน โดยมีนายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ กปร. คณะอนุกรรมการฯ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ พร้อมด้วยนางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่ที่ร่วมสนองงานและประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ ร่วมประชุม ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามขับเคลื่อนโครงการฯ ถึงพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกี่ยวกับโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง
ความตอนหนึ่งว่า “ในช่วงก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2554 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้แทนราษฎรได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ในครั้งนั้น พระองค์มีพระราชเสาวนีย์ตอนหนึ่งถึง “ของขวัญวันเกิดที่ล้ำค่า” โดยทรงเล่าถึงความปลาบปลื้มพระราชหฤทัยที่ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 3 ว่า ราษฎรในพื้นที่โครงการบ้านกอก–บ้านจูน จังหวัดน่าน ได้พร้อมใจกันคืนพื้นที่ทำกินกว่า 5,000 ไร่ เพื่อฟื้นฟูเป็นผืนป่าและทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล การนี้ จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโครงการในพื้นที่ร่วมกันดูแลรักษาป่าไม้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร เพื่อให้พสกนิกรสามารถพึ่งพาและอาศัยอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลและยั่งยืนสืบไป” นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าว
โดยเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ไปยังพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง ตั้งอยู่ระหว่างบ้านสะจุก หมู่ที่ 7 และบ้านสะเกี้ยง หมู่ที่ 8 ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน และมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำบริเวณยอดดอยขุนน่านให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม โดยให้จ้างราษฎรในพื้นที่มาฝึกปฏิบัติงานในโครงการเพื่อ นำความรู้ทางการเกษตรที่ถูกต้องสอดคล้องตามลักษณะของภูมิประเทศไปทำในพื้นที่ของตนเอง
สำนักงาน กปร. และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมสนองพระราชดำริ โดยนำแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” มาประยุกต์ใช้พัฒนารูปแบบการทำเกษตรที่สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมและภูมิประเทศ โดยมีราษฎร 2 หมู่บ้านเป็นชาติพันธุ์เผ่าลั้วะเข้าร่วมโครงการ 986 คน จากบ้านสะจุก 435 คน และบ้านสะเกี้ยง 551 คน ตั้งแต่ปี 2547 - 2569 สามารถคืนความสมบูรณ์ให้แก่ป่าไม้ ได้ถึง 7,510 ไร่ ป่าสมบูรณ์เพิ่มขึ้น 19,810 ไร่ จากเดิม 12,300 ไร่ เปลี่ยนการทำไร่มาเป็นนาขั้นบันไดให้ผลผลิตข้าว 400 กก./ไร่ มากกว่าการปลูกข้าวไร่ 200 กก./ไร่ ส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น กาแฟ เสาวรส และหม่อนผลสด เพื่อลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยในปี 2568 ราษฎรมีรายได้จากกาแฟ 3,300,000 บาท ในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2568 มีรายได้จากหม่อนสดนอกฤดู 392,000 บาท พร้อมส่งเสริมปลูกพืชผักเมืองหนาวหลังนาได้แก่ กะหล่ำปลีรูปหัวใจ ผักกาดหงส์ ซูกินี คะน้า สร้างความมั่นคงด้านอาหาร และทางด้านเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
“มาวันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลง ตรงกับที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงย้ำว่าต้องร่วมกันพัฒนาให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาหารตามหลักโภชนาการที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เมื่อทุกคนให้ความร่วมมือหยุดล่าสัตว์ป่าก็ควรส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา วันนี้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีสุขภาพแข็งแรง และป่าไม้ก็มีความสมบูรณ์เขียวขจีอย่างเห็นได้ชัดเจน” นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีกล่าว
ด้านนายสวัสดิ์ ใจปิง ราษฎรหมู่ที่ 7 บ้านสะจุก ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน กล่าวว่า มีพื้นที่ 2 ไร่ แบ่งทำนา และปลูกผักหลังนา มีพริก มะเขือ ผักสวนครัว และหม่อน ผลผลิตที่ได้นำไปขายที่ตลาด ส่วนลูกหม่อนสุกขายที่โครงการฯ ได้กิโลกรัมละ 20 บาท เก็บได้ 50 กิโลกรัมต่อวัน ก็มีรายการอย่างต่ำวันละ 200 บาทแล้ว ยังไม่รวมผลผลิตอื่นๆ ทำให้มีรายได้ต่อเนื่อง
“ตั้งแต่มีโครงการฯ ความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่โครงการฯ ตอนนี้มีบ่อน้ำโดยคลุมด้วยผ้ายางเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ และมีบ่อเลี้ยงปลา มีปลากินและขายได้ตลอดทั้งปี มีแหล่งน้ำเพียงพอที่ไหลลงมาจากภูเขา เพราะป่าบนนั้นสมบูรณ์ขึ้นมาก ขอขอบพระคุณพระองค์ท่านที่พระราชทานความช่วยเหลือ ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วันนี้ดีใจที่องคมนตรีและคณะเดินทางมาเยี่ยม รู้สึกอบอุ่นใจที่ไม่ทอดทิ้งพวกเรา” นายสวัสดิ์ ใจปิง กล่าว
ส่วนนางสาวมะลิ บัวเหล็ก ราษฎรหมู่ที่ 8 บ้านสะเกี้ยง สมาชิกวิสาหกิจชุมชนบ้านสะเกี้ยง เผยว่า หลังจากผลผลิตในพื้นที่มีมากพอก็ได้ร่วมกันจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้น มีสมาชิก 74 คน ร่วมกันผลิตและแปรรูปผลผลิต เช่น กาแฟ น้ำหม่อน ไวท์หม่อน หม่อนอบแห้ง เป็นต้น ต้นกาแฟ และหม่อนจะปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ผลผลิตดีมีคุณภาพ ทำให้เพิ่มความชุ่มชื้นของหน้าดิน ผลผลิตที่ได้นำไปจำหน่ายหลายช่องทาง ตั้งแต่ตลาดที่บ้านสะเกี้ยง อำเภอบ่อเกลือ ร้านค้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา (ลานดูดาว) ศูนย์ OTOP จังหวัดน่าน และไลน์ขายทางเพจเฟสบุ๊ก tiktok รวมถึงงานอีเว้นต่างๆ ที่ทางหน่วยงานราชการจัดขึ้น ปัจจุบันมีผู้คนเดินทางขึ้นมาท่องเที่ยวมากขึ้น ทางกลุ่มจึงให้บริการที่พักเป็นโฮมสเตย์อยู่บนดอย ชื่อว่าสกายวิวสะเกี้ยง อีกด้วย
“ตอนที่พระพันปีหลวง เสด็จฯ มาที่นี่ ขณะนั้นพวกเรายังเป็นเด็ก พ่อแม่เล่าให้ฟังว่าพระองค์ทรงมาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชอย่างถูกต้อง ทั้งการคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมและการบำรุงดิน ทำให้ไม่จำเป็นต้องถางไร่ ถางป่า เหมือนในอดีต อีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการสร้างฝายกักเก็บน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถทำนาบนพื้นที่ภูเขาในรูปแบบนาขั้นบันได แทนการปลูกข้าวไร่ ทำให้สามารถปลูกข้าวในพื้นที่เดิมได้ทุกปีอย่างยั่งยืน พวกเรารู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่พระองค์ได้พระราชทานโอกาสให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านบนดอย พร้อมทั้งนำโครงการดี ๆ มาช่วยสร้างรายได้ ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้นอย่างมาก” นางสาวมะลิ บัวเหล็ก กล่าว
#โครงการพระราชดำริ #จังหวัดน่าน #บ้านสะจุกสะเกี้ยง #อนุรักษ์ป่า #เศรษฐกิจชุมชน #เกษตรที่สูง #คนกับป่าอยู่ร่วมกัน #siamrathonline








