พระราชสำนัก

ราชประเพณี "พระมหาพิชัยราชรถ" น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

แชร์ข่าว

รายงานพิเศษ

คำว่า "น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย" มิใช่เป็นเพียงคำกล่าวถวายความอาลัย แต่คือการแสดงความจงรักภักดีและการถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามคติความเชื่อแห่งโบราณราชประเพณีไทย ที่ยกย่องพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมประดุจ "สมมติเทพ" หรือเทวดาที่จุติลงมาอุบัติบนโลกมนุษย์ เมื่อถึงกาลสวรรคต จึงเปรียบดั่งการเสด็จกลับคืนสู่สรวงสวรรค์

ดังนั้น พระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระบรมศพ โดยเฉพาะพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงเป็นพระราชพิธีที่ต้องตระเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ สง่างาม และถูกต้องตามแบบแผนที่สุด เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศครั้งสุดท้าย

บัดนี้ การเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น "แม่แห่งแผ่นดิน" อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งเป้าหมายให้การดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จภายในช่วงปลายปี 2569 และหัวใจสำคัญของริ้วขบวนแห่งพระเกียรติยศนี้ คือ "ราชรถ" และ "ราชยาน"

พระมหาพิชัยราชรถ: ราชยานแห่งเทพ สู่สรวงสวรรค์

ในกระบวนพระบรมราชอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ "พระมหาพิชัยราชรถ" ถือเป็นราชรถที่มีอิสริยศักดิ์สูงสุด สงวนไว้ใช้สำหรับอัญเชิญพระบรมโกศพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศ์ชั้นสูงที่ได้รับพระราชทานสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 7 ชั้น) พระมหาพิชัยราชรถ (เลขรหัส 9780) สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2339 เพื่อใช้อัญเชิญพระโกศพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกเป็นครั้งแรก องค์ราชรถเป็นไม้แกะสลักทั้งองค์ ลงรักปิดทอง ประดับกระจกอย่างวิจิตรตระการตา มีลักษณะเป็นราชรถทรงบุษบก เปรียบเสมือนพาหนะของพระราชาและเทพยาดาชั้นสูง

ความยิ่งใหญ่มิได้มีเพียงความงาม แต่ยังรวมถึงขนาดและน้ำหนัก พระมหาพิชัยราชรถมีความกว้าง 4.88 เมตร ยาว 18 เมตร สูง 11.20 เมตร และมีน้ำหนักถึง 13.7 ตัน ในการเคลื่อนขบวน ต้องใช้กำลังพลฉุดชักจากกรมสรรพาวุธทหารบก รวมทั้งสิ้น 216 นาย (ด้านหน้า 172 นาย ด้านหลัง 44 นาย) และผู้ควบคุมอีก 5 นาย การซักซ้อมและการเคลื่อนกระบวนจะต้องเป็นไปอย่างพร้อมเพรียง สง่างาม ประหนึ่ง "ราชรถเคลื่อนบนหมู่เมฆ" เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรค์อย่างสมพระเกียรติสูงสุด

ลำดับขั้นตอนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

การอัญเชิญพระบรมโกศจากพระบรมมหาราชวังสู่พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง มีขั้นตอนที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ดังนี้

1.อัญเชิญจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท: เริ่มอัญเชิญพระบรมโกศลงจากพระแท่นสุวรรณเบญจดล ประดิษฐานบน "พระเสลี่ยงแว่นฟ้า"

2.สู่พระยานมาศสามลำคาน: อัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบน "พระยานมาศสามลำคาน" (ราชยานสำหรับแบกหาม) เคลื่อนขบวนออกจากพระบรมมหาราชวัง

3.ประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถ: บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ริ้วกระบวนจะหยุดรอ อัญเชิญพระบรมโกศจากพระยานมาศสามลำคาน ขึ้นสู่ "พระมหาพิชัยราชรถ" ด้วย "เกรินบันไดนาค" (อุปกรณ์คล้ายสะพานเลื่อนสำหรับเทียบอัญเชิญ)

4.เคลื่อนสู่ท้องสนามหลวง: ริ้วกระบวนพระบรมราชอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ เคลื่อนสู่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยมีราชรถน้อย (สำหรับพระราชาคณะ) นำหน้า

5.เวียนรอบพระเมรุมาศ: เมื่อถึงพระเมรุมาศ จะอัญเชิญพระบรมโกศลงจากพระมหาพิชัยราชรถ กลับขึ้นประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคานอีกครั้ง เพื่อประกอบพิธี "เวียนอุตราวัฏ" (เวียนซ้าย) รอบพระเมรุมาศ 3 รอบ

6.สู่พระจิตกาธาน: อัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน (เชิงตะกอน) ภายในพระเมรุมาศ เพื่อรอการถวายพระเพลิง

7.เก็บพระบรมอัฐิ: ในวันรุ่งขึ้น จึงอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคาร (เถ้ากระดูก) กลับสู่พระบรมมหาราชวังเพื่อประดิษฐานต่อไป

การเตรียมการ: "สุดฝีมือ" ช่างศิลป์ไทย ถวายพระเกียรติสูงสุด

ในการประชุมเตรียมการพระราชพิธีฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน กรมศิลปากรได้รายงานแผนงานที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยยืนยันว่าจะ "ทำงานไม่มีวันหยุด"

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างถูกต้องตามโบราณราชประเพณี สง่างาม และสมพระเกียรติสูงสุดแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้บุคลากรชุดเดิมที่เคยถวายงานในพระราชพิธีพระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เกือบทั้งหมด

ไทม์ไลน์การออกแบบและก่อสร้าง

การออกแบบพระเมรุมาศ: สำนักสถาปัตยกรรมจะออกแบบพระเมรุมาศให้สมพระอิสริยยศ และที่สำคัญคือต้องสื่อถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ"

เสนอแบบ: กรมศิลปากรจะทูลเกล้าฯ เสนอแบบร่างพระเมรุมาศ 3 แบบ เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย ให้เหลือ 1 แบบ สำหรับนำไปพัฒนาเป็นแบบก่อสร้างจริง (คาดใช้เวลาพัฒนาแบบ 2 เดือน)

การก่อสร้าง: คาดว่าการก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ ณ ท้องสนามหลวง จะใช้เวลาไม่เกิน 9 เดือน

กำหนดการแล้วเสร็จ: คาดว่าพระเมรุมาศจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หรือประมาณ ปลายปี 2569

การบูรณะราชรถ ราชยาน

ในส่วนที่สำคัญที่สุดคือราชรถ กรมศิลปากรจะร่วมกับกรมสรรพาวุธทหารบก ในการบูรณะพระมหาพิชัยราชรถ และราชรถน้อย รวมถึงราชยานคานหามต่างๆ โดยเน้นความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างและระบบล้อเป็นสำคัญ เนื่องจากต้องใช้งานจริง

นอกจากนี้ สำนักช่างสิบหมู่ จะรับผิดชอบงานศิลปกรรมประดับพระเมรุมาศ การจัดทำพระโกศไม้จันทน์ และ "เครื่องสังเค็ด" (ของที่ระลึกพระราชทานแก่วัดต่างๆ เช่น ตู้พระธรรม ธรรมาสน์) ซึ่งการออกแบบทั้งหมดจะสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯด้วย

การเตรียมพระราชพิธีในครั้งนี้ จึงเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของช่างศิลป์ไทยทุกแขนง ที่จะทุ่มเทความรู้ ความสามารถ และแรงกายแรงใจ เพื่อถวายงาน "ที่สูงที่สุด" นี้ ให้ลุล่วงอย่างเรียบร้อย สมพระเกียรติยศแห่งองค์ "แม่ของแผ่นดิน" ผู้ทรงสถิตในดวงใจของคนไทยตราบนิรันดร์

.

ขอบคุณข้อมูล: หนังสือ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ กรมศิลปากร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ