วันที่ 15 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันคดีหลอกลวงทางออนไลน์ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ถูกมิจฉาชีพใช้กลอุบายหลอกให้โอนเงิน บางรายสูญเงินตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาท และต้องประสบปัญหาในการติดตามเงินคืน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีเรื่องราวที่สร้างความหวังให้กับผู้เสียหาย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ สามารถติดตามเงินบางส่วนกลับคืนให้กับแม่ค้าขายสินค้าออนไลน์ได้สำเร็จ รวมเป็นเงิน 285,750 บาท หลังเร่งประสานธนาคาร อายัดบัญชี และติดตามบัญชีปลายทางที่รับโอนเงิน จนสามารถนำเงินมาคืนผู้เสียหายได้
กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี ชาว อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ปรฉัตร รักษาวงษ์ ที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 หลังถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินจากการทำธุรกรรมออนไลน์
น.ส.เอ เล่าว่า ตนเป็นแม่ค้าขายสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันTikTokต่อมามีบุคคลหนึ่งติดต่อเข้ามาโดยอ้างว่าสนใจสินค้า ก่อนขอให้แอดไลน์บัญชีชื่อ “แม่น้องไตตั้นนนน” และชักชวนเข้ากลุ่มไลน์OpenChatซึ่งอ้างว่าเป็นกลุ่มสำหรับทำรายการส่งรูปสินค้าเพื่อขาย โดยเริ่มต้นจากการให้โอนเงินเพื่อเปิดร้าน
จากนั้นเปลี่ยนรูปแบบเป็นการให้โอนเงินเพื่อสำรองค่าสินค้า โดยอ้างว่าจะได้รับค่าคอมมิชชั่น ซึ่งในช่วงแรก น.ส.เอ โอนเงินแล้วได้รับเงินตอบแทนกลับมาจริง ทำให้หลงเชื่อและมั่นใจว่าเป็นการทำงานที่สามารถสร้างรายได้
ต่อมามิจฉาชีพได้เพิ่มวงเงินที่ต้องโอนขึ้นเรื่อย ๆ จน น.ส.เอ ถูกหลอกให้โอนเงินรวม11ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น475,297บาท โดยได้รับเงินคืนเพียง4,096บาทในจำนวนนี้ การโอนครั้งที่1-7เป็นการโอนไปยังบัญชีชื่อ ธนากร ศรีทอง ขณะที่ครั้งที่8และครั้งที่10โอนไปยังบัญชีชื่อ ภรภัทร บัวปั้น โดยครั้งที่8จำนวน57,150บาท และครั้งที่10จำนวน228,600บาท รวมเป็นเงิน285,750บาท ซึ่งเป็นส่วนที่เจ้าหน้าที่สามารถติดตามกลับคืนมาได้
หลังจากโอนเงินไปจำนวนมาก น.ส.เอ พยายามถอนเงินออกจากระบบ แต่แอดมินกลุ่มกลับอ้างว่ายอดเงินเกิน500,000บาท ไม่สามารถถอนออกได้ และต้องทำรายการ “อัพเลเวล” ด้วยการโอนเงินเพิ่มอีก100,000บาท ทำให้ น.ส.เอ เริ่มสงสัยว่าถูกหลอก จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจ
ล่าสุด พ.ต.อ.จำรัส ศิริเลี้ยง ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้เรียก น.ส.เอ มารับเงินจำนวน285,750บาท ซึ่งเป็นเงินจากรายการโอนครั้งที่8และครั้งที่10หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามบัญชีปลายทางและดำเนินการจนสามารถนำเงินกลับคืนมาให้ผู้เสียหายได้
น.ส.เอ เปิดเผยด้วยความดีใจว่า ตั้งแต่วันที่เข้าแจ้งความจนถึงวันนี้ ตนยังมีความหวังและเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ แม้จะทราบว่าคดีหลอกลวงออนไลน์จำนวนมากอาจติดตามเงินคืนได้ยาก เนื่องจากมิจฉาชีพมักใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงิน แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเงินกลับคืนมาได้ถึงกว่า285,750บาท ทำให้รู้สึกโล่งใจและขอชื่นชมการทำงานของตำรวจที่ช่วยติดตามเงินคืนให้
น.ส.เอ ยอมรับว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพง และจากนี้จะระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น ไม่หลงเชื่อคนง่าย ๆ พร้อมฝากเตือนผู้ที่ค้าขายออนไลน์ หากพบการให้โอนเงินในลักษณะแปลก ๆ หรืออ้างว่าจะต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อกหรือถอนเงิน ขอให้ตรวจสอบให้ละเอียดและอย่าหลงเชื่อจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นการทำธุรกรรมที่ถูกต้อง
ด้าน พ.ต.อ.จำรัส ศิริเลี้ยง ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า ตามนโยบายของ พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามคดีหลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะการช่วยเหลือและติดตามทรัพย์สินคืนให้กับประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหาย
สำหรับคดีนี้ ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกให้เข้ากลุ่ม ก่อนใช้กลอุบายให้โอนเงินตั้งแต่หลักร้อยเพิ่มขึ้นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้ง จึงเร่งประสานกับธนาคารเพื่อดำเนินการอายัดบัญชี และติดตามเส้นทางการเงินไปยังบัญชีปลายทาง กระทั่งสามารถติดตามเงินจำนวน285,750บาทกลับคืนให้ผู้เสียหายได้
พ.ต.อ.จำรัส กล่าวฝากถึงประชาชนว่า คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเป็นขั้นตอน หรืออ้างว่าจะต้องโอนเงินเพื่อปลดล็อก ถอนเงิน หรือเพิ่มระดับบัญชี ขอให้ประชาชนมีสติ ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และอย่าหลงเชื่อหรือโอนเงินให้บุคคลอื่นโดยง่าย เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้
ข่าวภูมิภาค








