วันที่ 14 ส.ค.69 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีตสมาชิกอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้จดแจ้งจัดตั้งพรรคก้าวล้ำ พร้อมด้วย นายอนันตรักษ์ เพ็ชรหิน ทนายความชื่อดัง จ.ภูเก็ต ว่าที่ เลขาธิการพรรคก้าวล้ำ นางสาวภคอร จันทรคณา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายสรกฤช จันทรคณา อดีตผู้เชี่ยวชาญประจำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และว่าที่ ร.ท.ชิตพงษ์ ขัตตพงษ์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตพญาไท ลงพื้นที่พบปะน้องๆ นิสิตนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ณ โรงอาหารกลาง โดยมีน้อง ๆ เข้ามาขอถ่ายภาพและร่วมทำ TikTok เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง รวมกว่า 2,000 คน โดยต่างให้ความสนใจและชื่นชอบนโยบายไดโนเสาร์โรบอท นโยบายผัว 4 คน และนโยบายอวกาศ
จากนั้นคณะฯ ได้เดินทางต่อไปยังโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2 เพื่อพบปะน้อง ๆ นักเรียน เนื่องจากผลโหวตชนะทุกโรงเรียนในจังหวัดสงขลา โดยน้อง ๆ ต่างดีใจที่ได้พบ ส.ส.เต้ ทั้งกระโดด กรี๊ด และขอลายเซ็นบนกระดาษ กระเป๋า และแขน เพื่อเป็นกำลังใจในการเรียนและเรียนให้เก่ง โดยมีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 1,000 คน
จากนั้นคณะฯ จึงได้เดินทางไปรับประทานอาหารค่ำที่เซ็นทรัลหาดใหญ่ โดยระหว่างเดินทางขึ้นและลงแต่ละชั้น ได้พบปะแฟนคลับจำนวนมากที่เข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพอย่างต่อเนื่อง
สำหรับวันนี้ นายมงคลกิตติ์ได้รับเชิญจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้มาบรรยายในหัวข้อ “เจน Z กับการรับราชการ” ระหว่างเวลา 13.30-16.30 น.
ขณะเดียวกัน นายมงคลกิตติ์ยังเปิดเผยถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีมาตรการควบคุมและเข้มงวดเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืน โดยเฉพาะการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นหรือภารกิจทางราชการ ว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการอย่างจริงจัง และควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับบุคคลทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสบายใจให้กับประชาชน
ดังนั้นตนจะเข้ายื่นหนังสือต่อพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการครอบครองและการพกพาอาวุธปืนของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง
“เมื่อรัฐบาลประกาศคุมเข้มเรื่องอาวุธปืนแล้ว ผมเห็นว่าควรตรวจสอบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป นักการเมือง หรือผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับนักการเมือง เพราะกฎหมายต้องใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครควรอยู่เหนือกฎหมาย” นายมงคลกิตติ์ กล่าว
นายมงคลกิตติ์ ยังระบุว่า บุคคลที่ต้องการให้มีการตรวจสอบครอบคลุมตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วย และทีมงานหรือผู้ติดตามของรัฐมนตรี โดยต้องการให้ตรวจสอบว่าแต่ละบุคคลมีอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน รวมถึงใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ สิ่งที่ตนจะขอให้ตรวจสอบไม่ใช่การกล่าวหาว่าใครทำผิด แต่เป็นการขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวว่า จากการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ยังพบว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายรายมีการแจ้งครอบครองอาวุธปืนไว้ในบัญชีทรัพย์สิน โดยบางรายมีอาวุธปืนจำนวนหลายกระบอก ขณะที่บุคคลในครอบครัวของนักการเมืองก็มีการแจ้งทรัพย์สินประเภทอาวุธปืนเช่นกัน เมื่อบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองมีการแสดงรายการอาวุธปืนไว้อย่างชัดเจน จึงควรนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นฐานในการตรวจสอบ
“ขนาดภริยานายกรัฐมนตรีเองยังมีการแจ้งอาวุธปืนไว้ในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นยิ่งต้องตรวจสอบให้ชัด ไม่ได้หมายความว่ามีปืนแล้วผิด แต่ต้องดูว่ามีทะเบียน มีถูกต้องหรือไม่ คนในครอบครัวผู้นำประเทศก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับประชาชน และควรเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นด้วย” มงคลกิตติ์ กล่าว
ทั้งนี้ ตามกฎหมายอาวุธปืน การมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนไม่ได้หมายความว่าจะสามารถพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะได้โดยอัตโนมัติ โดยการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่มีกรณีที่กฎหมายยกเว้น อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยรัฐบาลได้ย้ำมาตรการควบคุมการพกพาอาวุธปืนอย่างเข้มงวด และมีการงดออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (ป.12) เป็นการชั่วคราวด้วย








