สส.ตราด เสนอรองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เร่งพัฒนา 3 เส้นทางหลัก แก้ถนนแคบ ไร้ไฟส่องสว่าง และการจราจรติดขัด ชูเส้นแหลมงอบ-แสนตุ้งรองรับท่องเที่ยวเกาะช้าง รวมงบพัฒนากว่า 1.2 พันล้านบาท
วันที่ 13 ส.ค.69 นายพิชานนท์ อิงประสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดตราด ได้นำเสนอโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ของกรมทางหลวง ต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มุ่งเน้นแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดตราด
โดยเหตุผลที่เสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องการให้จังหวัดตราด ได้รับการพัฒนาโครงการพื้นฐานด้านคมนาคม ที่สะดวก ปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมาการปรับปรุงถนนทำได้เพียง 2-3 กิโลเมตรต่อปีเท่านั้น หากไม่มีการนำเสนอทั้ง 3 โครงการนี้ การพัฒนาถนนทั้ง 3 เส้นนี้ อาจจะใช้เวลาเกือบ 10 ปี
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ได้เสนอปรับปรุงและก่อสร้างในครั้งนี้ มีจำนวน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่
1.ทางหลวงหมายเลข 3271 (ตอน เนินสูง – ด่านชุมพล) : ระยะทางประมาณ 19.5 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้างประมาณ 245 ล้านบาท ปัจจุบันสภาพถนนมีความกว้างเพียง 5 เมตร ขาดการพัฒนายาวนาน ไม่มีไหล่ทาง และขาดแคลนไฟฟ้าส่องสว่างตลอดเส้นทาง จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
2.ทางหลวงหมายเลข 3388 (ตอน บ้านโป่ง – บ่อไร่) : ระยะทางประมาณ 5.8 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้างประมาณ 180 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมการก่อสร้างสะพานและระบบทางระบายน้ำ
3.ทางหลวงหมายเลข 3156 (ตอนแหลมงอบ – แสนตุ้ง) : ระยะทาง 34 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้างประมาณ 806 ล้านบาท เส้นทางนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ต่อขยายมาจากจังหวัดจันทบุรีเข้าสู่ตราด ผ่านบริเวณสนามบิน และเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางไปลงเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะช้าง ณ อำเภอแหลมงอบ ปัจจุบันถนนยังเป็นเพียง 2 ช่องจราจร ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season)
นายพิชานนท์ ระบุว่า ศักยภาพของเส้นทางแหลมงอบ – แสนตุ้ง เป็นเส้นทางที่มีโอกาสเติบโตสูงอย่างมาก เนื่องจากเกาะช้างมีระยะทางห่างจากฝั่งเพียงประมาณ 6 กิโลเมตร แต่สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทยได้สูงถึงประมาณ 15,000 ล้านบาทต่อปี การเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายทางหลวงดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวตราดอย่างยั่งยืน








