จากกรณีที่ นายตรีเทพ เกียรติปกรณ์ หรือ “โม บ้านไผ่” ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น เจ้าของเพจ “ข่าวคนบ้านไผ่” และเครือข่ายผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น ได้รับบาดเจ็บบริเวณคิ้วขวาแตก แพทย์เย็บ 12 เข็ม พร้อมมีรอยบวมแดงและร่องรอยบริเวณลำคอ โดยระบุว่าถูก รอง ผกก.สส.สภ.บ้านไผ่ ล็อกคอ 2 ครั้ง ก่อนหมดสติและได้รับบาดเจ็บ ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ส.ค.2569 ที่ สภ.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นายตรีเทพ เกียรติปกรณ์ หรือ “โม บ้านไผ่” อายุ 42 ปี ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น เจ้าของเพจ “ข่าวคนบ้านไผ่” และเครือข่ายผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น นำใบรับรองแพทย์และเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือด ซึ่งเป็นชุดที่ใส่ในวันเกิดเหตุ มาพบกับพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ รอง ผกก.สภ.บ้านไผ่ พร้อมพาผู้สื่อข่าวดูจุดเกิดเหตุบริเวณห้องสืบสวน สภ.บ้านไผ่ โดยยังพบว่ามีคราบเลือดเป็นวงใหญ่ติดอยู่ที่พื้นหน้าประตูทางเข้าห้องสืบสวน
นายตรีเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีการท้าทายชกต่อยตัวต่อตัวในวันเกิดเหตุ แต่พูดหลังเกิดเหตุขณะอยู่บนเตียงคนเจ็บในโรงพยาบาลจริง เพราะอารมณ์ที่ถูกทำร้ายจากด้านหลังโดยไม่ทันตั้งตัว จึงท้าให้ตัวต่อตัวเจอกันซึ่งหน้า แต่ รอง ผกก.สส.สภ.บ้านไผ่ มาให้สัมภาษณ์โดยให้ข้อมูลขัดแย้งกัน และการพิสูจน์ทราบต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือกล้องวงจรปิด ซึ่งพบว่ามีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่บริเวณจุดจอดรถตรงข้ามห้องสืบสวน และมุมกล้องส่องมาทางจุดเกิดเหตุด้วย
"เรื่องเหตุการณ์ที่รองโก๋ออกมาให้ข้อมูลนั้น ขัดแย้งกับผมโดยสิ้นเชิง จึงอยากให้นำกล้องวงจรปิดในบริเวณจุดเกิดเหตุทั้งหมดมาตรวจสอบเหตุการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ รวมถึงเสียงที่กล้องวงจรปิดบันทึกได้ด้วย เนื่องจากตอนที่รองโก๋โวยวายนั้นเสียงดังมาก จนมีสายตรวจเข้ามาดู ซึ่งตนเองต้องการนำมาเป็นหลักฐานทางคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับตนเองและตัวของรองโก๋ด้วย ส่วนเรื่องเงินนั้นตนเองไม่ต้องการ สิ่งที่ต้องการอย่างเดียวคือดำเนินการตามกฎหมายและตามระเบียบวินัยของทางตำรวจ"
ขณะที่ห้องของ รอง ผกก.สภ.บ้านไผ่ ปิดล็อคด้านหน้าด้วยแม่กุญแจ สอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่าวันนี้รองโก๋ยังไม่มาทำงาน โดยเจ้าตัวเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ที่ ห้อง ศปก.ภ.จว.ขก. เพื่อให้การตั้งกรรมการตรวจสอบทางวินัยเป็นไปด้วยความยุติธรรม และโปร่งใส่ ป้องกันผู้ถูกกล่าวหายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ด้าน พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผกก.สภ.บ้านไผ่ ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนอยู่ภายในห้องสืบสวน ก่อนจะออกมาพบกับนายตรีเทพ ซึ่งพาผู้สื่อข่าวดูจุดเกิดเหตุและเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอีกครั้ง
พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผกก. สภ.บ้านไผ่ กล่าวว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการรับแจ้งความตามขั้นตอน พร้อมจัดทำใบส่งตัวผู้บาดเจ็บไปตรวจพิสูจน์บาดแผล เพื่อให้แพทย์ตรวจสอบลักษณะและผลของการบาดเจ็บ ก่อนนำผลการตรวจมาประกอบสำนวนและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกหลังเกิดเหตุ ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยในส่วนของรองผู้กำกับการที่เป็นคู่กรณีนั้น ได้มีการพูดคุยสอบถามข้อเท็จจริงด้วยวาจาในเบื้องต้น ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับทราบ ทั้งสองฝ่ายรู้จักและมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหตุการณ์ในช่วงแรกมีลักษณะเป็นการหยอกล้อกัน ก่อนที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงท้ายตามที่ปรากฏเป็นภาพข่าวออกไป
"ข้อเท็จจริงที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร จำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง โดยทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในชั้นนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ฝ่ายใด โดยกระบวนการเริ่มจากการสอบปากคำผู้บาดเจ็บก่อน ซึ่งวันนี้ผู้บาดเจ็บเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนแล้ว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนตามกระบวนการต่อไป"
พ.ต.อ.รักชาติ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจว่า การดำเนินการทั้งหมดจะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น เพราะข้อเท็จจริงของเหตุการณ์มีเพียงหนึ่งเดียว เมื่อสามารถตรวจสอบจนได้ข้อยุติแล้ว จึงนำข้อกฎหมายมาพิจารณาปรับใช้ว่า การกระทำของฝ่ายใดอยู่ในกรอบหรือเกินกรอบของกฎหมาย รวมถึงใครจะเป็นฝ่ายผิด ฝ่ายถูก หรืออาจมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองฝ่าย ก็ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมด โดยให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
"เหตุการณ์ในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว หน้าที่ของเจ้าหน้าที่คือค้นหาความจริงให้ได้ว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร เมื่อได้ข้อเท็จจริงที่เป็นหนึ่งเดียวแล้ว จึงนำกฎหมายเข้ามากำกับและพิจารณาความรับผิดของแต่ละฝ่าย โดยจะไม่สรุปล่วงหน้าว่าใครถูกหรือผิด แต่ต้องรอผลจากการตรวจสอบทั้งหมดก่อน
อย่างไรก็ตามพยานหลักฐานทุกอย่างที่สามารถนำมาใช้ค้นหาความจริง เจ้าหน้าที่จะรวบรวมมาให้มากที่สุด โดยเฉพาะพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจากพยานบุคคลอาจมีความรู้สึกส่วนตัว ทั้งความรัก ความชอบ หรือความไม่พอใจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลได้ ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะช่วยสะท้อนข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจนมากกว่า ซึ่งจะถูกนำมาประกอบกับพยานหลักฐานส่วนอื่น ก่อนสรุปข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป"








