“รองโก๋” เปิดใจหลังถูกคำสั่งย้ายช่วยราชการ ศปก.ภ.จว.ขอนแก่น ยอมรับใช้วิธีกอดเหวี่ยงจนอีกฝ่ายล้มศีรษะกระแทกพื้น เย็บ 12 เข็ม พร้อมขอสู้ตามพยานหลักฐานและยืนยันไม่ยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิดเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่จุดเกิดเหตุไม่มีมุมกล้องวงจรปิดบันทึกได้
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 ส.ค. 2569 ที่ บ้านดงเค็ง หมู่ 5 ต.ท่าศาลา อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปพบกับ พ.ต.ท.วรวิทย์ ธรรมสุจริต รอง ผกก.สส.สภ.บ้านไผ่หลังถูกนายตรีเทพ เกียรติปกรณ์ หรือ “โม บ้านไผ่” ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น เจ้าของเพจ “ข่าวคนบ้านไผ่” และเครือข่ายผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น ระบุว่าถูก พ.ต.ท.วรวิทย์ หรือรองโก๋ ทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บบริเวณคิ้วขวาแตก แพทย์เย็บ 12 เข็ม พร้อมมีรอยบวมแดงและร่องรอยบริเวณลำคอ เหตุเกิดที่ห้องสืบสวน สภ.บ้านไผ่
พ.ต.ท.วรวิทย์ กล่าวว่า วันเกิดเหตุตนเองพร้อมทีมสืบสวนออกปฏิบัติงานตามปกติ ช่วงบ่ายหลังเสร็จงานได้กลับมานั่งรับประทานอาหารและพูดคุยเรื่องงานต่อเนื่อง กระทั่งเวลาประมาณ 18.00-19.00 น. ระหว่างนั้นนายตรีเทพ หรือ โม ได้เดินเข้ามาที่โต๊ะและนั่งข้าง ๆ โดยนายตรีเทพนั่งอยู่บริเวณดังกล่าวประมาณ 20 นาที ขณะที่กลุ่มตำรวจไม่ได้พูดคุยด้วย ก่อนที่ตนจะถามเพียงคำถามเดียวว่า โม ทำไมถึงผอมจัง ไปทำอะไรมา จากนั้นนายตรีเทพมีอาการไม่พอใจ พร้อมพูดในลักษณะโวยวายขึ้นว่า หากสงสัยก็สามารถตรวจปัสสาวะตนเองได้ แต่ต้องตรวจ พ.ต.ท.วรวิทย์ด้วย
"สักพักเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี ได้มีทางผู้กองวุธ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย บอกให้นายตรีเทพกลับไป ซึ่งขณะนั้นตนเองคิดว่าเรื่องจบแล้ว และนายตรีเทพได้เดินไปยังรถ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่นั่งพูดคุยกันประมาณ 40 เมตร ตรงข้ามหน้าห้องสืบสวน หลังจากนั้นไม่นาน เห็นนายตรีเทพเดินกลับมาพร้อมพูดท้าตนเองให้ต่อยกันแบบตัวต่อตัว แม้จะจำถ้อยคำที่ชัดเจนไม่ได้ แต่เป็นการพูดในลักษณะว่า เดี่ยวไหม ตัวต่อตัวไหม ขณะนั้นตนยังคงนั่งอยู่บริเวณม้าหินอ่อนหน้าห้องสืบสวน เมื่อเห็นนายตรีเทพเดินเข้ามาและได้ยินคำพูดดังกล่าวจึงลุกขึ้น แล้ววิ่งปรี่เข้าหากัน"
พ.ต.ท.วรวิทย์ กล่าวต่อว่า ไม่แน่ใจว่านายตรีเทพได้ชกมาหรือไม่ แต่ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ชก และใช้วิธีกอดตัว ก่อนเหวี่ยงและสะบัดตัวนายตรีเทพออกไป หลังจากเหวี่ยงอีกฝ่ายออกไป ตนไม่ได้มองและกลับไปนั่งที่เดิม ก่อนจะมาทราบภายหลังจากลูกน้องว่า นายตรีเทพศีรษะกระแทกพื้นและเรียกกู้ชีพมารับ และพบว่าได้รับบาดเจ็บจนต้องเย็บคิ้ว 12 เข็ม รวมทั้งอาวุธปืนก็ไม่ได้มีติดตัว และไม่ได้ชกหรือต่อยด้วย และจับเหวี่ยงทุ่มเพราะตนเองตัวใหญ่กว่าแรงเยอะกว่า และหากจะทำร้ายจริงคงเละไปแล้ว
"ข้อเท็จจริงก็มีเพียงเท่านี้ ซึ่งหากต้องการให้ได้ข้อเท็จจริง ควรนำทั้งสองฝ่ายรวมถึงพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดมานั่งสอบถามพร้อมกัน โดยเฉพาะประเด็นว่านายตรีเทพเดินทางมาที่ สภ.บ้านไผ่ เพื่ออะไร เนื่องจากวันดังกล่าวมีงานวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจริง แต่ควรตรวจสอบว่านายตรีเทพมาพบกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจริงหรือไม่ ก่อนเข้ามาที่ชุดสืบสวนได้โทรศัพท์หาใคร และเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด โดยเห็นว่าไม่ควรเป็นการให้ข้อมูลในลักษณะต่างคนต่างพูด ซึ่งยืนยันว่ากรณีที่นายตรีเทพระบุว่าถูกล็อกคอนั้น ตนเองไม่ได้ล็อกคอ ช่วงที่นายตรีเทพมานั่งข้าง ๆ กลุ่มของตนไม่ได้พูดคุยและไม่ได้แตะต้องตัว มีเพียงตนเองถามว่า ทำไมถึงผอมจัง ไปทำอะไรมา เท่านั้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะไม่พอใจ และคำถามดังกล่าวไม่ได้เป็นการกล่าวหาหรือถามว่านายตรีเทพติดยาเสพติด หรือเสพยาเสพติดแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการเห็นว่าอีกฝ่ายผอมลงจึงถามเท่านั้น"
พ.ต.ท.วรวิทย์ กล่าวต่ออีกว่า กระบวนการหลังจากนี้ จะยืนหยัดต่อสู้ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เนื่องจากเห็นว่าหากตนยอมก็จะต้องยอมต่อไปเรื่อย ๆ และไม่เห็นว่าการเป็นตำรวจจะหมายความว่าต้องยอมทุกเรื่อง ในทางวินัยยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ต้องถูกดำเนินการอยู่แล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบ และส่วนตัวเชื่อมั่นว่าผู้บังคับบัญชาจะให้ความเป็นธรรม โดยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจะเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าบาดแผลของนายตรีเทพเกิดขึ้นอย่างไร เกิดจากการทำร้ายร่างกายหรือเป็นผลจากเหตุการณ์ในลักษณะใด ซึ่งต้องนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาพิจารณา และสภาพจิตใจหลังเกิดไม่ได้รู้สึกท้อ แม้จะยังมีความเครียดอยู่ โดยผู้บังคับบัญชาและตำรวจในจังหวัดขอนแก่นได้ให้กำลังใจ พร้อมระบุว่าผู้บังคับการไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดและรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ส่วนคำสั่งให้ไปประจำ ศปก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.ท.วรวิทย์มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้การตรวจสอบมีความโปร่งใส และแสดงให้เห็นว่าตำรวจไม่ได้ช่วยเหลือกันเอง หากตนยังอยู่ในพื้นที่เดิมอาจมีข้อครหาว่าสามารถเข้าไปแทรกแซงการสอบสวนได้ จึงเห็นว่าผู้บังคับบัญชาดำเนินการถูกต้อง โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ออกจากพื้นที่เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างอิสระ
"ดีใจที่มีโอกาสให้ข้อมูลอีกด้านของเหตุการณ์ โดยก่อนหน้านี้อยากพูด แต่กังวลว่าการออกมาให้ข้อมูลจะเหมาะสมหรือส่งผลเสียต่อหน่วยงานหรือไม่ เนื่องจากคำว่า ตำรวจ หมายถึงทั้งองค์กร และไม่ต้องการให้เรื่องเฉพาะตัวของตนถูกนำไปเหมารวมกับตำรวจทั้งหมด เพราะในองค์กรยังมีตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดีจำนวนมาก"








