รองนายกฯ เอกนิติ นำประชุมป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง สั่งทำ Risk Map บริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรกล ศูนย์พักพิง ระบบแจ้งเตือน พร้อมสื่อสารถึงประชาชนอย่างต่อเนื่อง
วันนี้ (9 ส.ค. 69) เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมอโยธยา ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคกลาง ร่วมประชุมฯ และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเรื่องภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค ขึ้นมา 5 คณะ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานคณะกรรมการฯ กำกับดูแลการบริหารจัดการตลอดห้วงฤดูกาล ซึ่งจะช่วยยกระดับและรวมศูนย์การทำงานให้มีเอกภาพ และลดขั้นตอนการสั่งการ ตัดความซ้ำซ้อนเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ
สำหรับการประชุมในวันนี้ได้หารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็น “พื้นที่รับน้ำหลาก” จากทางภาคเหนือก่อนจะระบายลงสู่ทะเล ขณะเดียวกันก็เป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งพื้นที่เกษตรกรรม เขตอุตสาหกรรม และชุมชนหนาแน่น และด้วยภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่ม ทำให้ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ยังมีหลายจังหวัดต้องเฝ้าระวังปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ในนามคณะกรรมการฯ ที่ดูแลพื้นที่ภาคกลาง จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ให้ชัดเจน ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุไปจนถึงการฟื้นฟู ดังนี้
🔹ด้านการเตรียมความพร้อม โดยก่อนเกิดเหตุให้นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจากหน่วยงานเชี่ยวชาญทั้งจาก GISTDA สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาร่วมกันจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย (Risk map) ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และสร้างระบบเตรียมพร้อมช่วงหน้าให้สามารถนำข้อมูลที่ได้ของแต่ละจังหวัดไปวางแผนบริหารจัดการในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด และแจ้งเตือนภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ให้ สทนช. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดทำ “Checklist“ ปฏิบัติงาน” มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปใช้ทันที เช่น การตรวจสอบประตูระบายน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเตรียมพื้นที่รับน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการเรื่องน้ำเค็มรุกล้ำ รวมถึงการทำเผชิญเหตุอทุกภัยและภัยแล้ง เพื่อยกระดับการจัดการให้ครบวงจรตั้งแต่ระยะก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย
🔹ด้านการเผชิญเหตุและการช่วยเหลือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด เป็นศูนย์กลางบูรณาการทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และท้องถิ่น ร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชนจัดทำแผนเผชิญเหตุ โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก อีกทั้งให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งและบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ประสบภัยให้เพียงพอเหมาะสม ส่วนด้านสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลในพื้นที่และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลจัดเตรียม ยา เวชภัณฑ์และบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมดูแลประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการปกป้องอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
🔹ด้านการฟื้นฟูเยียวยา ภายหลังเกิดเหตุสาธารณภัยแล้ว ให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยนำระบบเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนให้กับประชาชน
🔹 ด้านการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดการบริหารงานความคล่องตัว รวดเร็ว ภายใต้ระบบเดียวกัน จึงกำหนดให้มีการแบ่งพื้นที่การบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ออกเป็น 17 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร โดยมอบให้คณะรัฐมนตรีแต่ละท่าน ดูแลรับผิดชอบเป็นรายลุ่มน้ำเพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็ว
🔹ด้านการสื่อสารและสร้างการรับรู้ต่อประขาชน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งกระจายข้อมูลสถานการณ์น้ำที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นจริง ผ่านทุกช่องทางสื่อสาร เพื่อให้พี่น้องประชาชนไม่ตื่นตระหนก แต่มีความตระหนักโดยเน้นการสื่อสารแบบสองทาง Two way communication
“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ การที่เตรียมพร้อมรับมือก่อนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางแผนบริหารจัดการจะทำให้การแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะการทำแผนที่เสี่ยงภัย Risk map ซึ่งแต่ละจังหวัดมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องทำแผนที่เสี่ยงและร่วมกันวิเคราะห์ให้ตรงกับบริบทของพื้นที่ และขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจกับการดำเนินการของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ ชุดนี้จะติดตามสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตรสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องคนไทยทุกคน“ นายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นอกจากนี้ นายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางทุกจังหวัด และทุกหน่วยงานที่มาร่วมประชุมและดูแลประชาชนร่วมกัน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หากพื้นที่ใดเกิดข้อติดขัด ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานตรงต่อตนในประธานคณะกรรมการฯ ได้ทันที เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งของภาคกลางสัมฤทธ์ผล
ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ ได้ถือปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานฯ ภาคกลาง เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในทุกมิติ โดยมอบหมายให้ นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขานุการคณะทำงานฯ ภาคกลาง ที่สำคัญได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี เขต 3 ปราจีนบุรี เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ และเขต 16 ชัยนาท ประสานการปฏิบัติกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้รวดเร็ว และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Boardcast และการสื่อสารในทุกช่องทาง ควบคู่กับการแจ้งผ่านผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ เพื่อขยายผลการแจ้งเตือนในระดับครัวเรือนให้ครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากอุทกภัยและภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล
จากนั้น นายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ลงพื้นที่วัดไชยวัฒนาราม เพื่อติดตามการวางแผนป้องกันน้ำท่วมในเขตโบราณสถาน ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการติดตั้งพนังกั้นน้ำท่วม ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำท่วมรอบอุทยานประวัติศาสตร์รอบเกาะเมือง ซึ่งที่ผ่านมาสามารถป้องกันพื้นที่จากปัญหาน้ำท่วมได้ทุกปี โดยพนังกั้นน้ำในจุดดังกล่าวมีระดับความสูง 1.80 เมตร และสามารถขยายความสูงเพิ่มได้อีก 60 เซนติเมตรถ้าสถานการณ์มีปริมาณน้ำเพิ่ม
ขณะที่ ปภ. ได้นำเครื่องสูบน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้งบนเทรลเลอร์ลากจูงพร้อมอุปกรณ์พร้อมชุดเครื่องสูบส่ง มาติดตั้งบริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมบริเวณเขตโบราณสถานสำคัญ
สำหรับข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของภาคกลาง พบว่า มีหมู่บ้านชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงมาก 8 จังหวัด 124 หมู่บ้าน และเสี่ยงสูง 12 จังหวัด 533 หมู่บ้าน ส่วนภัยแล้ง มีหมู่บ้านชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงมาก 2 จังหวัด 66 หมู่บ้าน และเสี่ยงสูง 3 จังหวัด 105 หมู่บ้าน มีเครื่องจักรกลสาธารณภัยด้านป้องกันแก้ไขอุทกภัย จำนวน 155 คัน/เครื่อง และภัยแล้ง จำนวน 202 คัน/เครื่อง เพื่อคณะกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้นำไปวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่อไป
#ปภ #กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย #อุทกภัย #ภัยแล้ง #ภาคกลาง #สาธารณภัย #ข่าวปภ








