วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่บ้านไผ่น้อย ตำบลหนองคู อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเมืองลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดการอบรมการทำนาให้แก่ประชาชนที่สนใจ รวมถึงเยาวชน นักเรียน และนักศึกษา เพื่อเรียนรู้วิธีการทำนาที่ถูกต้อง หลังพบว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจอาชีพการทำนาน้อยลง เมื่อเทียบกับในอดีต การอบรมครั้งนี้มีการเชิญปราชญ์ชาวบ้านมาให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการทำนา ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกข้าวไปจนถึงการดูแลผลผลิต โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีการนำนักเรียนระดับประถมศึกษาและอนุบาลเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของข้าว ซึ่งกว่าจะได้ข้าวมารับประทานต้องผ่านกระบวนการทำนาและความทุ่มเทของเกษตรกร
นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินว่างเปล่า จึงนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยจัดทำเป็นพื้นที่ทำนา เลี้ยงปลา และปลูกพืชหลากหลายชนิดตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับประชาชนเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถมีอาหารไว้บริโภคได้ตลอดทั้งปี
นายกเทศมนตรีเมืองลำปลายมาศ กล่าวอีกว่า ยอมรับว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งไม่สนใจการทำเกษตร โดยเฉพาะการทำนา เนื่องจากมองว่าเป็นงานหนักและต้องใช้แรงกาย ประกอบกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป จึงพบว่าบางครอบครัวเมื่อพ่อแม่ให้บุตรหลานออกไปช่วยทำนา ลูกหลานกลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในกระท่อมหรือเล่นโทรศัพท์มือถือมากกว่า พฤติกรรมดังกล่าวถูกชาวบ้านนำมาเปรียบเปรยว่า “เอาหน้าสู้ฟ้า หลังสู้ดิน” ต่างจากสำนวน “เอาหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” ที่ใช้สะท้อนภาพความเหน็ดเหนื่อยของชาวนาในการทำนา
ทั้งนี้ เทศบาลเมืองลำปลายมาศต้องการให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความรู้และประสบการณ์ให้เด็กและเยาวชนเห็นคุณค่าของอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงเข้าใจที่มาของอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน และไม่ละเลยภูมิปัญญาการทำเกษตรที่สืบทอดกันมา
นางอารีญาภรณ์ กล่าวฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่า ไม่อยากให้ละทิ้งอาชีพการเกษตร เพราะในอนาคตสถานการณ์ของโลกอาจเปลี่ยนแปลงไป ทั้งปัญหาการขาดแคลนอาหารและการนำเทคโนโลยีหรือหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนแรงงานในหลายอาชีพ หากถึงเวลาที่อาหารมีความสำคัญมากขึ้น อาชีพเกษตรกรรมจะเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ จึงอยากให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้และรักษาอาชีพเกษตรไว้ควบคู่กับการพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับยุคสมัย








