"บิ๊กโจ๊ก" ส่งทนายฟ้อง เลขาธิการ ป.ป.ช.-รองเลขาฯ ตาม ม.157 กรณี ออกหนังสือขัดมติ คกก.ปปช. ส่งกลับให้พนักงานสอบสวนคดีสินบนทอง โดยมิชอบ -ศาลนัดฟังคำสั่ง 31 ส.ค.69 พร้อมเตรียมแจ้งความเอาผิด จนท.ลอบเข้าหมู่บ้าน แอบถ่ายหน้าบ้านสัปดาห์หน้า
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบอำนาจให้ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง เลขาธิการ ป.ป.ช. และ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ มาตรา 162 (1) (4) และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 มาตรา 172 , 183 ( เป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าพนักงานในการทำเอกสาร)
ด้านทนายสัญญาภัชระ เปิดเผยว่า สำหรับพฤติการณ์ ที่เป็นเหตุให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาฟ้องดำเนินคดี เนื่องจาก เลขาธิการ ป.ป.ช. และ รองเลขาธิการ ป.ป.ช.ทั้งสองท่าน ได้ออกหนังสือชี้แจงมติกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีประเด็นสำคัญคือ ใช้ถ้อยคำไม่ตรงตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และทำให้เกิดการเข้าใจว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการดำเนินคดี ในการไต่สวนคดีสินบนทองคำ และมีมติมอบหมายให้คณะพนักงานสอบสวน มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว ในหนังสือที่มีการชี้แจงว่ามติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันที่ 21 มกราคม 2569 เป็นมติที่บอกว่า ให้มีการดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ประกอบ ตามมาตรา 45 ก็คือช่องทางของคณะผู้ไต่สวนอิสระ แล้วให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ประกอบ มาตรา 61 วรรคสอง ซึ่ง 61 วรรคสอง เป็นเรื่องของการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจ ต้องให้ตำรวจไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย คือไปดำเนินการตามมาตรา 45
กรณีดังกล่าวนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มองว่า ข้อกฎหมายเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติฯ และสำคัญคือทำให้ท่านถูกดำเนินคดี 2 หน่วยงานซึ่งจริงๆ แล้วอำนาจในคดีนี้เป็นอำนาจของการไต่สวนของคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งมีการแต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกามาแล้ว แต่ปรากฏว่าในเรื่องนี้ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะอยู่ในขั้นตอนที่ตำรวจส่งเรื่องไปยังอธิบดีอัยการ อีกสำนวนหนึ่งด้วย ซึ่งคดีก็ยังรอฟังคำสั่งอยู่
ดังนั้นในวันนี้ จึงนำเอกสารหลักฐาน มายื่นฟ้อง ทั้ง 2 ท่าน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 โดยเอกสารสำคัญ คือ หนังสือ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ออกโดยท่านรองเลขาธิการ ป.ป.ช. ส่วนหนังสืออีกฉบับ ลง วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ออกโดยท่านเลขาธิการ ป.ป.ช.
ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้อง ในวันที่ 31 สิงหาคม 69 เวลา 09.30 น.
ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เข้าไปแอบถ่ายหน้าบ้านพักของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เมื่อวันจันทร์ ที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า ส่วนตัวยังไม่ได้ทราบรายละเอียดลึกๆ เห็นตามภาพข่าวเพราะดำเนินการเรื่องเตรียมคำชี้แจง คณะผู้ไต่สวนอิสระ ที่ยื่นไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม สำหรับกรณีนี้ หากดูตามระละเอียดที่ปรากฏตามภาพข่าว ว่า มีการส่งหนังสือไปยังนิติบุคคลของหมู่บ้านโดยในทางปฏิบัติก็ไม่ทราบว่า เนื้อหาในหนังสือมีหัวข้อต่างๆ เรื่องอะไรบ้าง ส่งไปยังผู้จัดการนิติบุคคล ซึ่งหลังจากส่งหนังสือให้กับทาง นิติบุคคลเสร็จแล้ว ก็ควรต้องรอให้ทาง นิติบุคคลทำการชี้แจง ก่อนแต่ไม่ควรที่จะมีการเข้าไปดำเนินการ อะไรถึงหน้าบ้าน เพื่อถ่ายรูป หรือ อะไรแบบนั้น มองว่าเป็นการทำนอกนอกเหนือที่ไปหรือไม่ โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เห็นว่า ท่านถูกคุกคามก็เกิดความไม่สบายใจ จึงต้องใช้สิทธิ์ในการดำเนินการ ตามกฎหมาย แต่รายละเอียดยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในสัปดาห์หน้า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะเข้าแจ้งความเอาผิด กับบุคคลที่ บุกรุกและแอบถ่ายภาพบริเวณหน้าบ้าน ที่สน.ทุ่งสองห้อง ต่อไป








